Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Hot News บลจ.ไทยพาณิชย์จ่ายปันผล3กองทุนต่างประเทศ
บลจ.ไทยพาณิชย์จ่ายปันผล3กองทุนต่างประเทศ PDF Print E-mail
Sunday, 19 March 2017 21:59

บลจ.ไทยพาณิชย์จ่ายปันผล3กองทุนตปท.โกลบอลเฮลธ์แคร์-หุ้ นอินเดีย-ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ ชี้หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์มีแนวโน้ม ขาขึ้นตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ

 

นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมจ่ายปันผลกองทุนต่างประเท ศพร้อมกันจำนวน 3 กองทุน ในวั นที่ 21 มีนาคม 2560 สำหรั บงวดผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2559 - 28 กุมภาพันธ์ 2560 จำนวน 2 กอง ทุน ประกอบด้วย กองทุนเปิดไทยพา ณิชย์ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ (SCBEMBOND) จ่ายปันผล 0.2531 บ าทต่อหน่วย โดยจ่ายระหว่างกาลแล้วเมื่อวันที่ 22 ก.ย.2559จำนวน 0.1000 บาทต่ อหน่วย เหลือจ่ายงวดนี้ 0.1531 บาทต่อห น่วย นับเป็นการจ่ายปันผลครั้งที่ 2  โดยมีผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปี อยู่ที่ 2.04%ต่อปี 6 เดือนอยู่ ที่ 1.08%ต่อปี และ 1 ปี อยู่ที่ 9.97%ต่อปี (ข้อมูล ณ วันที่ 9 มี.ค.2560) และกองทุนเ ปิดไทยพาณิชย์หุ้นอินเดีย (SCBINDIA) ในอัตรา 0.1020 บาทต่อหน่วย โดยได้จ่ายระหว่างกาลแล้วเมื่อวั นที่ 22 ก.ย.2559 จำนวน 0.0300  บาทต่อหน่วย เหลือจ่ายงวดนี้ 0.0720 บาทต่อห น่วย นับเป็นการจ่ายปันผลครั้งที่ 2

ส่วนอีก 1 กองทุนคือ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นโกลบอล เฮลธ์แคร์ (SCBGHC) สำหรับงวดผลการดำเนินง านระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2559 - 28 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นการจ่าย ปันผลครั้งแรกในอัตรา 0.0444 บา ทต่อหน่วย

 

ทั้งนี้กองทุน SCBINDIA และกองทุน SCBGHC ถือว่ามีผลการดำเนินงา นที่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน โดยกอง ทุน SCBINDIA ตั้งแต่ต้นปีอยู่ ที่ 11.10%ต่อปี, 6 เดือนอยู่ที่ 3.36%ต่อปี และ 1 ปี อยู่ที่ 17.86%ต่อปี ขณะที่เกณฑ์ มาตรฐานจากต้นปีอยู่ที่ 9.53%ต่ อปี, 6 เดือนอยู่ที่ -1.57%ต่ อปี  และ 1 ปีอยู่ที่ 17.68%ต่อปี  ส่วนกอง ทุน SCBGHC ตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่  10.78%ต่อปี, 6 เดือนอยู่ที่ 2.10%ต่อปี และ 1 ปี อยู่ที่ 11.88%ต่อปี  ขณะที่เกณฑ์มาตรฐานตั้งแต่ต้นปี อยู่ที่ 8.56%ต่อปี, 6 เดือนอยู่ที่ 1.65%ต่อปี และ 1 ปี อยู่ที่ 9.63%ต่อปี (ข้อมูล ณ วันที่ 9 มี.ค.2560)

 

สำหรับกองทุน SCBEMBOND มีนโยบา ยเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุ น Capital Group Emerging Markets Local Currency Debt Fund (LUX) (กองทุนหลัก) ชนิดหน่วยลงทุน (share class) “Z share class” ใน class ที่ลงทุนด้วยสกุ ลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อ ยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์ สินสุทธิ  โดยกองทุนนี้ได้เปลี่ ยนกองทุนหลักเมื่อ 22 ก.พ. 2560 เป็น JPMorgan Funds – Emerging Markets Investment Grade Bond Fund ชนิดหน่วยลงทุนShare Class C (ACC)  ส่วนกองทุน SCBINDIA มีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ  iShares India 50 ETF ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่ น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรั พย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สหรั ฐอเมริกา (NASDAQ) บริหารงานภายใต้ความดู แลของ BlackRock และมีนโยบายลงทุ นในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของ  CNX NIFTY Index เพื่อให้ผลการดำเนินงานขอ งกองทุนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่ าใช้จ่ายใกล้เคียงกับผลตอบแทนขอ ง CNX NIFTY Index TR USD

 

ส่วนกองทุน SCBGHC  มีนโยบายเน้ นลงทุนในหน่วยลงทุนของ Janus Global Life Sciences Fund ชนิดหน่วยลงทุน I Share Class (Institutional Share Class) สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อ ยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์ สินสุทธิ เน้นการลงทุนในหุ้นของบริษัทต่า งๆ ทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศา สตร์ในการดำเนินชีวิต (Life Sciences) หรือศาสตร์ที่เกี่ยวข้ องกับการรักษาหรือยกระดับคุณภาพ ชีวิต ได้แก่ บริษัทด้านการวิจัย พัฒนา ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์หรือบริ การที่เกี่ยวข้องสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลตัวเอง การแพทย์หรือเภสัชกรรม รวมไปถึงบริษัทที่มีศักยภาพในกา รเติบโตหลักมาจากผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี การจดสิทธิบัตร หรือตลาดอื่นใดที่ได้รับประโยชน์ จากวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกั บการดำเนินชีวิต เป็นต้น

 

นายสมิทธ์ กล่าวถึงภาพรวมหุ้นกลุ่มเฮลธ์แค ร์ว่า มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ตามตลาด หุ้นสหรัฐฯ จากปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนทั้ งการเติบโตของกำไรตามภาวะเศรษฐกิ จสหรัฐฯ ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก รวมทั้งนักลงทุนยังถือครองหุ้นส หรัฐฯ ในระดับกลางๆ ทำให้มีโอกาสที่จะมีเงินทุนเคลื่อนย้ายเข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ต่ออีกได้ ดังนั้นด้วยภาพตลาดโดยรวมที่ยัง เป็นแนวโน้มขาขึ้น ราคาหุ้นของกลุ่มเฮลธ์แคร์ก็ยัง มีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะถ้าพิจารณาจากมูลค่าพื้ นฐานของกลุ่มนี้ที่ยังต่ำกว่าตล าดโดยรวมอยู่ นอกจากนี้ปัจจัยสนับสนุนเชิงบวก ต่อกลุ่มเฮลธ์แคร์อีกด้านคือการ ปรับโครงสร้างภาษีภายใต้นโยบายท รัมป์ ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับลดภาษีนิติ บุคคล พร้อมกับการเก็บภาษีนำเข้ าเพิ่มขึ้น เพื่อสนับสนุนบริษัทในประเทศ โดยผลกระทบจากการปรับโครงสร้างภ าษีดังกล่าว ธุรกิจเฮลธ์แคร์จะเป็นหนึ่งในกลุ่ มที่ได้รับผลประโยชน์ในอันดับต้ นๆ เนื่องจากสัดส่วนการนำเข้าผลิตภั ณฑ์จากต่างประเทศมีค่อนข้างน้อย และเป็นการคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้อ งติดตามได้แก่นโยบายการควบคุมรา คายาของทรัมป์ ซึ่งจะกดดันกำไรของบริษัทฯ อย่างไรก็ตามด้วยโครงสร้างการกำ หนดราคายาในประเทศสหรัฐปัจจุบัน ไม่สามารถอนุญาตให้ประธานาธิบดี หรือรัฐบาลเข้าไปควบคุมได้โดยตร ง ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการออกกฎ หมายหากมีความต้องการเข้ าไปควบคุมจริง

 

ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจอินเดียมีแนว โน้มขยายตัวได้ดีจากปัจจัยพื้นฐ านทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาการบริโภ คภายในประเทศเป็นหลัก และแรงกดดันของปัญหาเงินเฟ้อลดล งส่งผลให้รัฐบาลมีความคล่องตัวใ นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น ผลจากนโยบายประกาศยกเลิกธนบัตรข องนายกรัฐมนตรีโมดี ทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน และทำให้ธนาคารในอินเดียมีเงินฝ ากเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในการกู้ข องประเทศอินเดียลดลง ซึ่งจะทำให้ประเทศอินเดียมีความ น่าสนใจในแง่ของการลงทุนยิ่งขึ้ น  อย่างไรก็ตามแนวโน้มการปรั บขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อ าจทำให้มีเงินทุนไหลออก และจะเพิ่มแรงกดดันให้ธนาคารกลา งของอินเดียไม่สามารถผ่อนคลายนโ ยบายการเงินได้เพิ่มเติม

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday386
mod_vvisit_counterAll days386

We have: 384 guests online
Your IP: 54.147.237.64
 , 
Today: Mar 29, 2017

6097056