Error
สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนปะทุ หลังสหรัฐฯขึ้นภาษีนำเข้า
Print
Monday, 18 June 2018 19:16

EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ ขอนำส่งบทวิเคราะห์ เรื่อง สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนป ะทุ หลังสหรัฐฯ เดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้าและจีนตอบโต้ต่อเนื่อง โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2018 รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศรายชื่อสินค้านำเข้าจากจี นที่จะถูกเก็บภาษีนำเข้า (import tariff) ที่อัตรา 25% สืบเนื่องมาจากการตรวจสอบการละเ มิดทรัพย์สินทางปัญญาตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ (Trade Act of 1947) โดยมีสินค้าจีนที่จะเริ่มถูกเก็ บภาษีตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2018 มูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวน 818 รายการ และสินค้าจีนมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อีกจำนวน 284 รายการที่จะเริ่มถูกเก็บภาษีหลั งจากนั้น รวมจำนวนสินค้าทั้งสิ้น 1,102 รายการ ที่มูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ในวันเดียวกัน ทางการจีนได้ออกมาตอบโต้โดยการป ระกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสห รัฐฯ ในมูลค่าและอัตราเดียวกันที่ 25% และจะเริ่มบังคับใช้ในวันเดียวกั นกับที่สหรัฐฯ จะเก็บภาษีจากจีน มูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวน 545 รายการ และจะมีการเก็บภาษีสินค้านำเข้า จากสหรัฐฯ เพิ่มหลังจากนั้น หากสหรัฐฯ ยังเดินหน้าขึ้นภาษีต่ออีก มูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อีกจำนวน 114 รายการ รวมจำนวนสินค้าทั้งสิ้น 659 รายการ ที่มูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

สินค้านำเข้าจากจีนที่ทางสหรัฐฯ จะเก็บภาษีนำเข้าส่วนใหญ่อยู่ใน หมวดสินค้าอุตสาหกรรมซึ่งมีความ เกี่ยวข้องกับนโยบาย Made in China 2025 รายชื่อสินค้าจีนที่มีการเปิดเผ ยในรอบนี้มีการแก้ไขจากรายชื่อสิ นค้าที่เคยเปิดเผยมาก่อนหน้านี้ (เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2018) ซึ่งมีมูลค่ารวม 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยหลังจากเปิดรับฟังความเห็นจา กธุรกิจและประชาชนเมื่อเดือนพฤษ ภาคมที่ผ่านมา ทางการสหรัฐฯ ได้มีการแก้ไขรายชื่อสินค้าและป ระกาศรายชื่อออกมารอบใหม่ โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ (รูปที่1) ได้แก่ 1) สินค้าที่จะเริ่มถูกเก็บภาษีตั้ งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2018 จำนวน 818 รายการ มูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้เป็นส่วนหนึ่ งของ 1,333 รายการที่เคยถูกระบุเมื่อเดือนเ มษายนที่ผ่านมา เช่น ชิ้นส่วนอากาศยาน เครื่องจักรและชิ้นส่วน ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น และ 2) สินค้าที่จะถูกเก็บภาษีหลังจากนี้ (ยังไม่ระบุวันที่แน่นอนเนื่องจ ากอยู่ในระหว่างการพิจารณา) จำนวน 284 รายการ มูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นรายชื่อที่แก้ไขเพิ่มเติ มจากรายการก่อนหน้านี้ โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรร มเน้นไปที่สินค้าที่เกี่ยวข้ องกับนโยบาย Made in China 2025 และมีการตัดสินค้าอุปโภคบริโภคบ างหมวดในรายชื่อเดิมออก เช่น เครื่องปรินเตอร์ โทรทัศน์ เป็นต้น เนื่องจากต้องการลดผลกระทบโดยตร งที่จะเกิดกับผู้บริโภคสหรัฐฯ  อย่างไรก็ตาม มีสินค้าสำคัญที่ถูกระบุอยู่ในร ายการที่เปิดเผยขึ้นใหม่ในระยะที่ 2 เช่น เซมิคอนดักเตอร์ พลาสติก เหล็กโครงสร้าง เป็นต้น ซึ่งรายชื่อสินค้าในระยะที่ 2 นั้นยังต้องมีการรับฟังความเห็น จากสาธารณชนและแก้ไขก่อนเปิดเผย อย่างเป็นทางการต่อไป

ทางการจีนประกาศตอบโต้การกีดกัน ทางการค้าจากสหรัฐฯ ในมูลค่าเท่ากัน ซึ่งส่วนใหญ่มุ่งเป้าไปที่สินค้ าเกษตร ยานยนต์ และพลังงาน ทางการจีนประกาศตอบโต้ด้วยมาตรก ารขึ้นกำแพงภาษีต่อสินค้านำเข้า จากสหรัฐฯ ในทำนองเดียวกันซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยในระยะแรกจะเก็บภาษีสินค้านำ เข้าจากสหรัฐฯ ที่อัตรา 25% มูลค่ารวม 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวน 545 รายการ และจะบังคับใช้ในวันเดียวกันคือ 6 กรกฎาคม 2018นี้ พร้อมกับเตรียมรายชื่อสินค้าในร ะยะที่ 2 เช่นเดียวกับสหรัฐฯ มูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อีกราว 114 รายการ เพื่อตอบโต้การขึ้นภาษีจากสหรัฐ ฯ รอบต่อไปในทันทีด้วยเช่นกัน โดยมีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ หมวดสำคัญที่จะถูกเก็บภาษีจากจี นในชุดแรก ได้แก่ หมวดสินค้าเกษตร เช่น ถั่วเหลือง ธัญพืช เนื้อวัว เนื้อหมู อาหารทะเล และหมวดยานยนต์ เช่น รถยนต์ออฟโรด (off-road vehicle) รถไฟฟ้า (electric vehicle) เป็นต้น สำหรับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ในระยะที่ 2 ที่จีนวางแผนขึ้นภาษีจะเน้นที่ห มวดพลังงาน เช่น ถ่านหิน น้ำมันดิบ แก๊สโซลีน เป็นต้น

ความตึงเครียดทางการค้าสหรัฐฯ-จี นเพิ่มขึ้น หลังทรัมป์ประกาศว่าจะเตรียมเก็ บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มอี กมูลค่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หากทางการจีนตอบโต้ หลังจากที่มีการประกาศภาษีสำหรั บสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่ารวม 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ออกมาแล้ว ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ก็ยังประกาศว่ามีความเป็น ไปได้ที่จะมีการเก็บภาษีเพิ่มเติ มสำหรับสินค้าจีนอีกมูลค่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หากจีนมีการตอบโต้ ซึ่งจะทำให้สินค้าจีนที่ถูกเก็บ ภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ นั้นมีมูลค่ารวมกันทั้งสิ้น 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยหากเกิดขึ้นจริงก็จะยิ่งสร้า งความตึงเครียดทางการค้าระหว่าง ทั้งสองประเทศเพิ่มขึ้นจนอาจนำไ ปสู่การทำสงครามการค้าได้ อย่างไรก็ดี ในภาคเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หลายส่วนยังมีความกังวลด้านผลกร ะทบที่จะตกสู่ผู้บริโภคในสหรัฐฯ เอง เนื่องจากถ้าหากมีการเพิ่มรายชื่อสินค้าอีกกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ก็มีความเป็นไปได้ที่สินค้าอุปโ ภคบริโภคหลายชนิดจะถูกรวมอยู่ใน สินค้าที่ถูกเก็บภาษีด้วย ซึ่งจะมีผลให้อัตราเงินเฟ้อของสิ นค้าสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาสินค้านำเข้ าที่เพิ่มขึ้นได้ในระยะต่อไปได้

ความตึงเครียดจากการเจรจาระหว่า งสหรัฐฯ-จีนที่ไม่ประสบผลจะนำไป สู่สงครามการค้าและทำให้เศรษฐกิ จของทั้ง 2 ประเทศได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้น ผลจากการขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าสิน ค้าจีนของสหรัฐฯ นั้น หากเป็นสินค้าที่สหรัฐฯ เองไม่สามารถหาตลาดนำเข้าใหม่ทด แทนการนำเข้าสินค้าจากจีนได้ทัน ทีหรือเป็นสินค้าที่ก่อให้เกิ ดต้นทุนเพิ่มจากการเปลี่ยนรู ปแบบการนำเข้าและการผลิต (supplier and production network) ย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งธุรกิจและ สภาวะการจับจ่ายและกำลังซื้อของ ผู้บริโภคสหรัฐฯ ได้หากราคาสินค้าถูกปรับเพิ่ม ซึ่งอาจบั่นทอนการบริโภคภาคครัว เรือนของสหรัฐฯ ในระยะต่อไป ในทำนองเดียวกัน เศรษฐกิจจีนที่กำลังเปลี่ยนผ่าน สู่การเติบโตโดยเน้นการบริโภคจา กภายใน หากภาวะสงครามการค้าทำให้สินค้า นำเข้าหลายๆ อย่างมีราคาแพงขึ้นและจีนไม่สาม ารถหาสินค้าทดแทนได้ทันที ย่อมส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจและผู้ บริโภคจีนได้เช่นเดียวกับในสหรั ฐฯ ดังนั้น ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจของประเทศ มหาอำนาจทั้งสองจะถูกบั่นทอนศัก ยภาพลงจากเรื่องการค้าจึงมีเพิ่ มขึ้น และในท้ายที่สุด ยังสามารถส่งผลกระทบต่อภาพรวมกา รค้าโลกได้หากการกีดกันส่งผลกระ ทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตของกา รค้าโลก

การเก็บภาษีนำเข้าในรอบนี้ของสห รัฐฯ ยิ่งสร้างความกังวลว่ามาตรการกี ดกันทางการค้าอื่นๆ ที่เคยประกาศไว้จะตามมาได้อีกใน อนาคต ถึงแม้จะมีการเจรจาระหว่างจีนกั บสหรัฐฯ ไปแล้วก่อนหน้านี้และรัฐมนตรีว่ าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ก็ยังเคยประกาศว่าจะชะลอ (on hold) การเก็บภาษีไว้ก่อน แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่เป็นผล เพราะประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงเดิ นหน้าเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจี นต่อไปตามที่ประกาศไว้ตั้งแต่ต้ น นอกจากนี้ มาตรการเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอ ะลูมิเนียมที่เคยยกเว้นให้กับปร ะเทศคู่ค้าสำคัญอย่างแคนาดา เม็กซิโก และสหภาพยุโรป ก็ได้ยกเลิกการยกเว้นไปในที่สุด แสดงให้เห็นว่าประธานาธิบดีทรัม ป์ยังมีทีท่าต้องการเดินหน้าการ กีดกันทางค้าเพื่อลดการขาดดุลทา งการค้าของสหรัฐฯ ต่อไป สำหรับมาตรการกีดกันทางการค้าอื่นๆ ที่อาจสร้างความกังวลและยังต้อง จับตาในระยะต่อไป ได้แก่ 1) มาตรการควบคุมการลงทุนจากจีน (investment restriction) ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากการสอบสวนต ามมาตรการ 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ (Trade Act of 1947) เช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทจากจีน เข้าไปลงทุนหรือซื้อบริษัทในสหรั ฐฯ เพื่อให้ได้มาซึ่งเทคโนโลยีโดยง่ าย ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะประกาศมาตรกา รดังกล่าวในวันที่ 30 มิถุนายน 2018 นี้ และ 2) มาตรการเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์และ ชิ้นส่วน โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้มีคำสั่งใ ห้กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ตรวจสอบการนำเข้ารถยนต์ รถบรรทุก และส่วนประกอบยานยนต์ โดยใช้มาตรา 232 ว่าด้วยเรื่องความมั่นคงของชาติ ของกฎหมาย Trade Expansion Act 1962 ซึ่งเป็นมาตราเดียวกับที่ใช้ขึ้ นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมในช่วง ที่ผ่านมา และมีแผนที่จะเก็บภาษีนำเข้ารถย นต์ที่อัตรา 25% หากพบว่าภาวะการค้าในอุตสาหกรรม ยานยนต์สหรัฐฯ ในปัจจุบัน ก่อให้เกิดความเสียเปรียบต่อสหรั ฐฯและกระทบกับความมั่นคงของชาติ ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศผลการสื บสวนได้ช่วงต้นปี 2019 เพื่อพิจารณาการเก็บภาษีนำเข้าต่ อไป

 สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่ รุนแรงขึ้นอาจกระทบต่อมูลค่าการ ค้าและห่วงโซ่อุปทานโลกได้ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงต่อการส่งออกไทยยังคง จำกัดในปีนี้ เนื่องจากสินค้าหลายชนิดที่จะถู กเก็บภาษีทั้งจากสหรัฐฯ และจีนเป็นสินค้าที่ใช้ในอุตสาห กรรมซึ่งอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของ หลายประเทศ โดยการประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้ าขั้นกลางที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาจ กระทบห่วงโซ่อุปทานของสินค้าดั งกล่าว อาทิ การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ที่จะมีการออกแบบและผลิตชิพจากส หรัฐฯ ก่อนถูกส่งไปทดสอบและบรรจุในจีน และจะถูกส่งกลับเข้ามาในสหรัฐฯ อีกครั้ง ซึ่งหากมีการเก็บภาษีนำเข้าสินค้ าดังกล่าวก็อาจทำให้ผู้ผลิตเซมิ คอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบและต้องปรับเปลี่ย นแผนการผลิต และยังมีสินค้าอื่นๆ

ซึ่งอาจได้รับผลกระทบในลักษณะเดี ยวกัน ซึ่งหากสงครามการค้ารุนแรงขึ้นแ ละเป็นระยะเวลานานจนมีผลต่อต้นทุ นการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจทำให้ผู้ผลิตต้องปรับเปลี่ ยนแผนการผลิตหรือนำเข้า โดยอาจผลิตในประเทศมากขึ้นและทำ ให้มูลค่าการค้าสินค้าขั้นกลางข องโลกลดลงบ้าง สำหรับไทยแล้ว อีไอซีมองว่าจะได้รับผลกระทบเพี ยงเล็กน้อยจากสถานการณ์ในปัจจุบั น โดยถึงแม้ไทยจะอยู่ในห่วงโซ่อุป ทานของสหรัฐฯ และจีนในหลายสินค้า แต่สินค้าที่จะได้รับผลกระทบก็ยั งมีสัดส่วนมูลค่าน้อยมากเมื่อเที ยบกับการส่งออกโดยรวมทั้งหมดของ ไทย โดยเฉพาะความเกี่ยวเนื่องกับอุต สาหกรรมที่อยู่ในนโยบาย Made in China 2025 ซึ่งเน้นไปที่สินค้าไฮเทคยังมีค วามเข้นข้นต่ำ และผู้ส่งออกไทยก็ยังมีการกระจา ยสินค้าไปยังตลาดส่งออกอื่นๆ ส่งผลให้อีไอซีมองว่าการส่งออกข องไทยในปี 2018 จะยังขยายตัวได้สูงราว 7.5%YOY

Written by :
กระแสหุ้นออนไลน์
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment