| ASW เปิดผลงานปี 2568 ทำรายได้รวม 9,466 ล้านและกำไรสุทธิ 1,078 ล้าน |
|
| Friday, 20 February 2026 18:41 | |||
|
-พร้อมชงจ่ายปันผล 0.50 บาท/หุ้น -ปี 2569 จ่อโอนเพิ่ม 11 โครงการเสร็จใหม่ แบ็กล็อก 33,944 ล้าน ตั้งเป้ารายได้โตต่อเนื่อง ASW โชว์ผลงานแกร่งปี 2568 กวาดรายได้รวม 9,466 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,078 ล้านบาท พร้อมชงจ่ายปันผล 0.5 บาท/หุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 30 เม.ย. นี้ รับอานิสงค์ท่องเที่ยวฟื้น-ปรับกลยุทธ์เน้นตลาดภูเก็ต ดันรายได้และกำไรสุทธิโตส่งท้ายปี ประกาศปี 2569 ก้าวต่ออย่างมั่นคงตามวิสัยทัศน์ EMPOWERING THE FUTURE เตรียมโอนเพิ่ม 11 โครงการสร้างเสร็จใหม่แบบ All-Time High มูลค่าโครงการรวมสูงถึง 26,760 ล้านบาท พร้อมแบ็กล็อกสะสม 33,944ล้านบาท เชื่อมั่นปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่ ASW เติบโตมากที่สุด หลังได้ TITLE ช่วยขยายพอร์ตภูเก็ต หนุนยอดขาย-รายได้โตต่อเนื่อง เล็งเปิดโครงการใหม่อีก 11 โครงการ ทั่วกรุงเทพฯ-ปริมณฑล-ภูเก็ต พร้อมตั้งเป้ายอดขาย 18,500 ล้านบาท และเป้ารายได้ 12,500 ล้านบาท โตขึ้น 32% นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW กล่าวว่า ASW สามารถสร้างผลการดำเนินงานปี 2568 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมียอดขายทั้งปี 23,407 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 21% ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 9,466 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,078 ล้านบาท โดยเฉพาะไตรมาส 4/68 บริษัททำรายได้และกำไรสุทธิเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และปีก่อนหน้า (YoY) จากการเร่งผลักดันยอดโอนกรรมสิทธิ์โครงการเดอะ ไทเทิล เลเจนดารี บางเทา (THE TITLE Legendary Bang-Tao) รวมถึงโครงการเคฟ วันเดอร์แลนด์ (Kave Wonderland) และโมดิซ อาวองการ์ด (Modiz Avantgarde) ซึ่งสร้างเสร็จเร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ต้นปี 2569 ทำให้ ASW สามารถทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา จากผลการดำเนินงานที่ยังรักษาระดับการเติบโตได้อย่างมั่นคง ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเห็นชอบให้เสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปี (AGM) จ่ายปันผลสำหรับกำไรสะสมและผลการดำเนินงานของบริษัทงวด 12 เดือนของปี 2568 ในอัตรา 0.50 บาทต่อหุ้น โดยต้องผ่านการอนุมัติจากการประชุมฯในวันที่ 23 เม.ย. 2569 และจะขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 30 เม.ย. 2569 “การท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในไตรมาส 4/2568 ที่ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในหัวเมืองท่องเที่ยวยังรักษาการเติบโตได้ดี ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย ซึ่ง ASW มีการปรับกลยุทธ์ เน้นการบริหารจัดการสต๊อกโครงการพร้อมอยู่ ควบคู่กับเดินหน้าเปิดโครงการใหม่อย่างรอบคอบ โดยโฟกัสตลาดภูเก็ตซึ่งเป็น Strategic Location ที่มีฐานลูกค้ากำลังซื้อสูงและดีมานด์แข็งแกร่งในทุกสภาพตลาด พอร์ตภูเก็ตจึงเป็น Growth Engine ที่ช่วยให้ ASW สามารถสร้างการเติบโตในปี 2568 ได้อย่างมั่นคง” นายกรมเชษฐ์ กล่าว นายกรมเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เผชิญแรงกดดันจากสงครามการค้า นโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน ทำให้ตลาดอสังหาฯ ปีนี้มีความเฉพาะตัวสูง กลุ่มเรียลดีมานด์ยังมีศักยภาพแข็งแกร่ง แต่ผู้ประกอบการจะต้องศึกษาและพัฒนาโปรดักท์ให้ตอบโจทย์ได้อย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกที่ต้องติดตาม ทั้งแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของรัฐบาลใหม่ รวมถึงการพิจารณาขยายระยะเวลาลดค่าโอน-จดจำนอง และผ่อนปรนมาตรการ LTV ที่จะสิ้นสุดใน มิ.ย. นี้ ซึ่งบริษัทได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และวางกลยุทธ์ให้สอดรับกับตลาดอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน ทั้งนี้ ASW มียอดรอรับรู้รายได้ (Backlog) ณ สิ้นปี 2568 มูลค่าทั้งสิ้น 33,944 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยโอนกรรมสิทธิ์เป็นรายได้เข้าสู่บริษัทตั้งแต่ปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2571 และบริษัทยังมีแผนทยอยโอนโครงการที่อยู่อาศัยที่จะสร้างเสร็จใหม่ในปี 2569 เพิ่มอีก 11 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 26,760 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่ารวมสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท (All-Time High) โดยแบ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียมในทำเลกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จำนวน 7 โครงการ มูลค่ารวม 15,060 ล้านบาท และโครงการ Leisure Residence แบรนด์ “THE TITLE” ใน จ.ภูเก็ต ภายใต้การพัฒนาของบริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ “TITLE” บริษัทย่อยในเครือ อีก 4 โครงการ มูลค่ารวม 11,700 ล้านบาท สำหรับช่วงครึ่งแรกปี 2569 บริษัทจะทยอยโอนรับรู้รายได้ทั้งหมด 6 โครงการ มูลค่ารวม 16,360 ล้านบาท ได้แก่ 1.โมดิซ อาวองการ์ด (Modiz Avantgarde) คอนโดมิเนียมใกล้ ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต มูลค่า 1,800 ล้านบาท และ 2.เคฟ ลูมินัส บางมด (Kave Luminous Bangmod) แคมปัสคอนโดใกล้ ม.พระจอมเกล้าฯธนบุรี มูลค่า 1,200 ล้านบาท ซึ่งเป็น 2 โครงการหลักที่จะสร้างการรับรู้รายได้ในไตรมาส 1/2569 3.โมดิซ วอลท์ เกษตร-ศรีปทุม (Modiz Vault Kaset-Sripatum) มูลค่า 2,200 ล้านบาท 4.เคฟ เจเนซิส นครปฐม (Kave Genesis Nakhon Pathom) มูลค่า 1,160 ล้านบาท 5.เดอะ ไทเทิล เฮอริเทจ บางเทา (THE TITLE Heritage Bang-Tao) มูลค่า 6,000 ล้านบาท และ 6.เดอะ ไทเทิล เซเรนิตี้ ในยาง (THE TITLE Serenity Naiyang) มูลค่า 4,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ASW ยังมุ่งดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “EMPOWERING THE FUTURE” เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยวางแผนเปิดโครงการใหม่บนทำเลศักยภาพ ทั้งในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และภูเก็ต จำนวน 11 โครงการ มูลค่ารวม 17,555 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าหมายยอดขาย 18,500 ล้านบาท และเป้าหมายรายได้รวม 12,500 ล้านบาท เติบโตกว่าปีก่อนหน้า 32% (YoY) “ด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจนและการรักษาวินัยทางการเงินในช่วงที่ผ่านมา เราเชื่อมั่นว่าปี 2569 จะเป็นปีที่ ASW เติบโตอย่างแข็งแกร่งมากที่สุดปีหนึ่ง โดยเฉพาะการตัดสินใจลงทุนใน TITLE ที่เริ่มเห็นผลลัพธ์กลับมาอย่างชัดเจน จนเป็นหนึ่งใน Growth Engine ที่ช่วยขับเคลื่อนยอดขายและรายได้ของบริษัทฯ ซึ่งปีนี้เรามีทั้ง Backlog และโครงการเตรียมส่งมอบใหม่ที่มีมูลค่าโครงการรวมมากถึงระดับ All-Time High สะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารจัดการสต๊อก และการพัฒนาโครงการคุณภาพให้สามารถส่งมอบได้ตามแผน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะเป็นแรงสนับสนุนให้ ASW สามารถยืนหยัดและรักษาการเติบโตได้อย่างมั่นคงตามเป้าหมาย” นายกรมเชษฐ์ กล่าว +++++++++++++++++++++++++ This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
|
Comments