Error
EXIM BANK ปรับทัพสู่บทบาท Export Co-pilot เผยแผนปี 69 เปิดตลาดใหม่ CLMV
Print
Thursday, 12 February 2026 16:45

▪︎ ยกเครื่องกระบวนการทำงาน เสนอโซลูชันครบวงจร เสริมสภาพคล่อง-บริหารความเสี่ยง นำผู้ส่งออกไทยรุกตลาดใหม่ภายใต้กติกาการค้าโลกยุคใหม่

นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) แถลงนโยบายและบทบาท EXIM BANK ในโอกาสที่ธนาคารจะเปิดดำเนินงานอย่างเป็นทางการครบ 32 ปี ก้าวสู่ปีที่ 33 ซึ่งตรงกับวันที่ 17 กุมภาพันธ์ในปีนี้ ณ EXIM BANK สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความเปราะบางและความผันผวนสูงจากความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งสงครามการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อ ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน การค้า และการลงทุนทั่วโลก

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจประเทศหลักมีแนวโน้มชะลอตัว ประกอบกับค่าเงินบาทที่แกว่งตัวรุนแรงตามปัจจัยภายนอก เพิ่มความเสี่ยงต่อรายได้และต้นทุนของผู้ส่งออก ตลอดจนต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่ยังอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ กติกาการค้าโลกยังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และข้อกำหนดด้านความยั่งยืนที่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเข้าถึงตลาดโลก ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเพิ่มความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ดังเช่นอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมาล้วนซ้ำเติมความไม่แน่นอนในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย

ภายใต้บริบทดังกล่าว ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านเงินทุนและสภาพคล่อง การเข้าถึงข้อมูลและองค์ความรู้เกี่ยวกับตลาดต่างประเทศ การขยายเครือข่ายคู่ค้า ตลอดจนความสามารถในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงประเทศผู้ซื้อ และความเสี่ยงผู้ซื้อ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตในเวทีการค้าโลก

ด้วยเหตุนี้ EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง จึงมุ่งปรับบทบาทสู่การเป็น “Export Co-pilot” ที่เข้าใจทิศทางการส่งออก วิธีบริหารจัดการความเสี่ยง และสนับสนุนผู้ส่งออกไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา เสริมองค์ความรู้ เติมสภาพคล่อง ไปจนถึงการจัดหาเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในทุกช่วงจังหวะของธุรกิจ

ในปี 2569 EXIM BANK เดินหน้าพัฒนาบทบาท Export Co-pilot อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการยกระดับเครื่องมือสนับสนุนผู้ส่งออกแบบครบวงจร เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ก้าวข้ามความท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของประเทศ โดยเน้นการสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงผ่านแพ็กเกจสินเชื่อควบคู่บริการประกันการส่งออก และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อเสริมสภาพคล่องและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก ควบคู่กับการยกเครื่องกระบวนการทำงานขององค์กรด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการตัดสินใจบนฐานข้อมูล (Data-driven) ที่แม่นยำ เสริมความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน

ภายใต้ยุทธศาสตร์ S-M-A-R-T ได้แก่ SME Export Grooming การยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่สากล Market Expansion การเปิดโลกและโอกาสทางการค้า Advocacy & Sustainability การสร้างการรับรู้และการเติบโตอย่างยั่งยืน Revamp Digital Systems การพัฒนาดิจิทัลและนวัตกรรมรองรับการขยายธุรกิจ และ Teamwork Spirits การสร้างวัฒนธรรม EXIM One Team เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายขับเคลื่อนภาคธุรกิจ องค์กร ประเทศ และโลกสู่ความยั่งยืน

นอกจากนี้ EXIM BANK ยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนที่ไม่ใช่การเงิน ผ่านหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการและกิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและสามารถปฏิบัติตามกติกาการค้าโลกยุคใหม่ได้ โดยอาศัยความร่วมมือจากเครือข่ายพันธมิตรจากภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เพื่อผลักดันผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าไทยตลอดซัพพลายเชนให้เติบโตอย่างมั่นคง แข่งขันได้ในเวทีการค้าโลก

ด้วยความพร้อมด้านเงินทุน ข้อมูลตลาด กระบวนการผลิตและการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG) ภายใต้ห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในตลาดใหม่ที่ยังมีศักยภาพและต้องการสินค้ามูลค่าเพิ่มที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกมาก

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ด้านการเสริมสภาพคล่อง กระตุ้นการส่งออก และเปิดตลาดใหม่ EXIM BANK อนุมัติสินเชื่อใหม่รวม 54,346 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่รุนแรง พร้อมผลักดันการกระจายความเสี่ยงด้วยการรุกตลาดใหม่ (New Frontiers) ลดการพึ่งพาตลาดเดิม โดยมีวงเงินอนุมัติสินเชื่อในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) และตลาดใหม่รวม 9,125 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดสินเชื่อคงค้างและภาระผูกพันรวม ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 191,800 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจประกันการส่งออกและประกันความเสี่ยงการลงทุนมีปริมาณธุรกิจรวม 194,564 ล้านบาท

ด้านการส่งเสริมการลงทุนเพื่ออนาคต EXIM BANK มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและเศรษฐกิจสีเขียว โดย ณ สิ้นปี 2568 มีสินเชื่อและภาระผูกพันที่สนับสนุนการลงทุนเพื่อความยั่งยืน เช่น พลังงานสะอาด เศรษฐกิจหมุนเวียน และเทคโนโลยีที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวม 91,650 ล้านบาท คิดเป็น 47.78% ของยอดคงค้างรวม สะท้อนบทบาทของ EXIM BANK ในการช่วยผู้ประกอบการไทยทุกขนาดธุรกิจยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดรับมาตรฐานสากล เพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดโลก

ด้านการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ EXIM BANK ยังมุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ทั้งผู้ส่งออกรายใหม่และพัฒนาผู้ส่งออกรายเดิมให้เติบโตในเวทีโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน ผ่านเครือข่ายพันธมิตรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา หนึ่งในโครงการสำคัญคือ หลักสูตร “EXIM 2X” ที่ออกแบบให้ครอบคลุมทุกมิติของธุรกิจส่งออก ตั้งแต่การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เครื่องมือบริหารความเสี่ยง กลยุทธ์เจาะตลาดต่างประเทศ การจัดการโลจิสติกส์ ไปจนถึงการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึง ESG พร้อมสร้างโอกาสการค้าผ่านกิจกรรมจับคู่ธุรกิจและกิจกรรมอื่น ๆ ของศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า (Export Studio) ตลอดทั้งปี ส่งผลให้มีผู้ประกอบการได้รับการพัฒนาศักยภาพสะสมรวม 25,036 ราย

ด้านการบริหารจัดการคุณภาพหนี้ EXIM BANK ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกเพื่อรักษาคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ ผ่านมาตรการ “คุณสู้ เอ็กซิมช่วย” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจให้สามารถฟื้นฟูกิจการและลดภาระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ สิ้นปี 2568 ธนาคารมีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) 3.66% ใกล้เคียงกับปีก่อน แม้ภาคธุรกิจเผชิญความไม่แน่นอนจากหลากหลายปัจจัยเสี่ยง ขณะที่มีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต 17,139 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูงถึง 261.85% ขณะที่กำไรสุทธิปี 2568 เท่ากับ 1,904 ล้านบาท

“EXIM BANK พร้อมทำหน้าที่ Export Co-pilot เสริมสภาพคล่อง ควบคู่การบริหารความเสี่ยง เพื่อเพิ่มความพร้อมและความมั่นใจให้ผู้ส่งออกไทยในการแข่งขันภายใต้กติกาการค้าโลกยุคใหม่ และใช้การเปลี่ยนแปลงเป็นโอกาสขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน” นายชลัช กล่าว

+++++++++++++++++++++++++++

This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

 

Written by :
กระแสหุ้นออนไลน์
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment