Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Daily Research K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย ชี้ ปี 2026 เข้าสู่ “The Great Repricing”
K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย ชี้ ปี 2026 เข้าสู่ “The Great Repricing” PDF Print E-mail
Wednesday, 14 January 2026 14:45

- ตลาดตั้งราคาสินทรัพย์ใหม่ รับกติกาโลกเปลี่ยน

​K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยบทวิเคราะห์การลงทุนปี 2026 ระบุว่า ตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญภายใต้ปรากฏการณ์ “The Great Repricing” หรือการปรับมูลค่าสินทรัพย์ครั้งใหญ่ ท่ามกลางกติกาเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง

​เศรษฐกิจโลกยังเดินหน้าต่อได้จากแรงหนุนของการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและนวัตกรรม ทำให้แม้อยู่ในช่วงปลายวัฏจักร การชะลอตัวไม่รุนแรงเหมือนในอดีต ขณะเดียวกัน สภาพคล่องในระบบยังอยู่ในระดับสูงจากการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมา และการใช้จ่ายภาครัฐที่ยังดำเนินต่อเนื่อง

​ธนาคารฯ มองเห็นโอกาสการลงทุนจากการเติบโตของเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ และการขยายตัวของกำไรที่เริ่มกระจายออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ และกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไปสู่ตลาดและอุตสาหกรรมที่หลากหลายมากขึ้น สะท้อนว่าผลตอบแทนมีแนวโน้มกว้างและสมดุลขึ้น พร้อมแนะนำจัดพอร์ตลงทุนสู่ตลาดเอเชีย โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับการเติบโต AI และตราสารหนี้คุณภาพสูง เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนอย่างมีคุณภาพในปี 2026

​นางสาวศิริพร สุวรรณการ, CFA, CFP® Chief Investment Officer ของ K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปี 2026 เป็นปีที่ตลาดจะประเมินมูลค่าสินทรัพย์จากมุมมองใหม่ โดยราคาไม่ได้สะท้อนเพียงภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่จะให้น้ำหนักกับปัจจัยเชิงลึกที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจระยะยาว เช่น ประเทศใดกำหนดนโยบายเศรษฐกิจอย่างไร สนับสนุนอุตสาหกรรมไหนเป็นพิเศษ และความขัดแย้งของมหาอำนาจกระทบเส้นทางการผลิตและการขนส่งมากน้อยเพียงใด ตลอดจนทิศทางการลงทุนขนาดใหญ่ที่กำลังเร่งสร้างขีดความสามารถใหม่ของโลก

​“เมื่อกติกาเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน ตลาดจึงต้องตั้งราคาสินทรัพย์ใหม่ หุ้น สินทรัพย์ และธีมการลงทุนเดิม ไม่สามารถประเมินมูลค่าแบบเดิมได้อีกต่อไป และตลาดจะให้มูลค่ากับสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากภูมิทัศน์ใหม่ของโลกมากที่สุด” นางสาวศิริพรกล่าว

เจาะ 4 ธีมการลงทุน ปี 2026

1) ปลายวัฏจักรเศรษฐกิจ: พลังสภาพคล่องพยุงการเติบโต (Late Cycle, Still Turning

Liquidity Keeps Growth Alive)

เศรษฐกิจโลกยังขยายตัว ไม่ใช่ปีของภาวะถดถอยหรือวิกฤติ โดยแรงขับเคลื่อนเปลี่ยนจากประเทศพัฒนาแล้วไปสู่ประเทศเกิดใหม่มากขึ้น กำไรของบริษัทจดทะเบียนยังอยู่ในเกณฑ์ดี และอัตราการผิดนัดชำระหนี้ยังอยู่ในระดับต่ำ เปิดโอกาสการลงทุนทั้งในหุ้นและตราสารหนี้

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังคงมีอยู่จากเงินเฟ้อที่ยังไม่นิ่ง ภาระหนี้ภาครัฐในระดับสูง และความตึงเครียดทางการเมืองทั้งในและระหว่างประเทศ รวมถึงการตอบสนองของสินทรัพย์ที่แตกต่างกันต่อเหตุการณ์เดียวกัน ทำให้การบริหารความเสี่ยงและการจัดพอร์ตมีความสำคัญมาก

ขณะเดียวกัน หลังราคาสินทรัพย์ปรับขึ้นต่อเนื่องหลายปี ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ไม่ได้อยู่ในระดับราคาถูก ทำให้ส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of safety) ในการลงทุนมีจำกัด

ทิศทางการลงทุน แนะนำให้จัดสรรเงินลงทุนส่วนใหญ่ไว้ใน “พอร์ตหลัก” ซึ่งทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพและสร้างผลตอบแทน โดยพอร์ตหลักที่เหมาะกับสภาวะปัจจุบันควรกระจายการลงทุนทั่วโลก (Go Global) และมีหลายสินทรัพย์ (Diversification) เพื่อเข้าถึงโอกาสในแต่ละประเทศ ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเศรษฐกิจใดเศรษฐกิจหนึ่ง และมีเครื่องมือพร้อมรับมือเหตุการณ์ไม่คาดคิด

2) จากความกระจุกตัว สู่การกระจายตัว: การหมุนกลับของตลาดหุ้นในวงกว้าง (From Concentration to Convergence: The Rotation Back to Broader Equities)

ปี 2026 เป็นช่วงที่กระแสเงินลงทุนเริ่มลดความกระจุกตัวจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ไปสู่หุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งในภูมิภาคอื่นและอุตสาหกรรมที่มูลค่ายังไม่แพง ขณะที่กำไรของตลาดหุ้นนอกสหรัฐฯ เริ่มเร่งตัว และกำไรในสหรัฐฯ เองก็เริ่มขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น สะท้อนว่าการเติบโตมีแนวโน้มกว้างขึ้นทั้งข้ามประเทศและข้ามอุตสาหกรรม

K WEALTH มองว่าตลาดทุนเอเชียมีแหล่งขับเคลื่อนที่แตกต่างกันทั้งในมิติประเทศและอุตสาหกรรม โดยจีนมีโอกาสฟื้นจากฐานกำไรที่ยังต่ำ หลังผ่านช่วงท้าทายมาหลายปี และได้รับแรงหนุนนโยบายภาครัฐที่มุ่งยกระดับเศรษฐกิจสู่ภาคอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และหุ่นยนต์ ขณะที่อินเดียสะท้อนการเติบโตจากภายใน ทั้งจากการใช้จ่ายในประเทศและชนชั้นกลางที่ขยายตัว ภายใต้เงินเฟ้อที่ควบคุมได้ ควบคู่กับการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการดึงฐานการผลิต ส่งผลให้กำไรบริษัทเติบโตและผันผวนน้อยกว่าประเทศที่พึ่งพาการส่งออก

ในขณะเดียวกัน กลุ่มเทคโนโลยีเอเชีย เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และหุ้นเทคโนโลยีบางส่วนของจีน มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่การผลิตเทคโนโลยีโลก แนวโน้มกำไรดี แต่ราคาหุ้นยังไม่ปรับขึ้นแรงเหมือนหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ จึงเป็นทางเลือกในการลงทุนตามแนวโน้มโลกในระดับมูลค่าที่ยังน่าสนใจ

ทิศทางการลงทุน นักลงทุนที่พอร์ตกระจุกตัวในสหรัฐฯ แนะนำขยายการลงทุนสู่ตลาดเกิดใหม่ เช่น จีนและอินเดีย จากแนวโน้มกำไรที่มีโอกาสเติบโตดีในช่วง 12 เดือนข้างหน้า และสัญญาณเงินทุนไหลกลับ ขณะที่ผู้ถือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในสัดส่วนสูง แนะนำจัดสรรบางส่วนไปยังกลุ่มเทคโนโลยีเอเชีย เพื่อเพิ่มความสมดุลของพอร์ตและโอกาสการเติบโตในระยะถัดไป

3) คลื่นลูกที่สองของ AI: โครงสร้างพื้นฐาน และพลังงาน (AI’s Second Wave: Infrastructure and Energy)

AI เป็นวัฏจักรการลงทุนระยะยาว โดย Bloomberg ประเมินว่าเม็ดเงินลงทุนสะสมช่วงปี 2024–2029 อาจสูงถึงราว 3 ล้านล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ปรับขึ้นรวดเร็ว ทำให้ตลาดกดดันกับผลลัพธ์ทางการเงินที่จับต้องได้มากขึ้น

K WEALTH มองว่าจุดเปลี่ยนสำคัญคือการเข้าสู่ “คลื่นลูกที่สอง” ซึ่งโอกาสเริ่มขยับจากกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ AI เติบโตได้จริง เช่น ศูนย์ข้อมูล ระบบคลาวด์ และโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งเป็นคอขวดสำคัญต่อการขยายตัวของ AI

ในเวลาเดียวกัน โลกกำลังก้าวสู่ช่วงการยกเครื่องโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ ทั้งระบบสาธารณะสุข การสื่อสาร และการขนส่ง หลังขาดการลงทุนอย่างจริงจังมานาน โดย McKinsey ประเมินว่าต้องใช้เม็ดเงินรวมกว่า 106 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2040 เพื่อรองรับทั้งเศรษฐกิจจริงและเศรษฐกิจดิจิทัล

ทิศทางการลงทุน แนะนำเพิ่มการลงทุนในหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกที่มูลค่ายังไม่แพง และได้รับประโยชน์โดยตรงจากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ควบคู่กับการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่ผลของการลดดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาช่วยลดต้นทุนทางการเงินและสนับสนุนการประเมินมูลค่า

4) ตราสารหนี้คุณภาพสูง เกราะป้องกันพอร์ต และให้รายได้สม่ำเสมอ (Stability through Volatility with High-quality Fixed Income)

ตราสารหนี้ยังน่าลงทุน แต่บทบาทเปลี่ยนจากการหวังผลกำไรจากทิศทางดอกเบี้ยขาลง มาเป็นแหล่งรายได้ที่สม่ำเสมอ เนื่องจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และตลาดได้สะท้อนภาพดังกล่าวไปพอสมควรแล้ว ทำให้โอกาสจากการปรับขึ้นของราคามีจำกัด

ตลาดตราสารหนี้ในปี 2026 จะมีความซับซ้อนมากขึ้นจากนโยบายการเงินที่แตกต่างกันของธนาคารกลางหลัก โดย Fed อยู่ในช่วงลดดอกเบี้ย ขณะที่ ECB ชะลอการลดดอกเบี้ย และ BoJ ยังปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างระมัดระวัง

ความผันผวนอาจเพิ่มขึ้นจากความเป็นไปได้ที่ Fed จะลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาด และความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐฯ โดยเฉพาะภาษีการค้า รวมทั้งประเด็นความเป็นอิสระของ Fed ขณะเดียวกัน การขาดดุลงบประมาณของประเทศหลักส่งผลให้ปริมาณพันธบัตรใหม่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี จะเคลื่อนไหวในกรอบ 3.9%–4.4% ซึ่งได้รับอิทธิพลจากปริมาณพันธบัตรและความเชื่อมั่นของตลาดมากกว่านโยบายดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว

ทิศทางการลงทุน แนะนำเน้นตราสารหนี้คุณภาพสูง (Investment Grade) โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพเครดิตมากกว่าการไล่หาดอกเบี้ยสูง เพื่อสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ และให้ความคุ้มค่าต่อความเสี่ยงมากกว่าตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง

ปี 2026 จะเป็นปีที่นักลงทุนต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ จึงไม่ใช่ปีของการเสี่ยงสุดตัว แต่เป็นปีของการลงทุนอย่างมีแผน มีวินัย และเข้าใจตนเองมากขึ้น ทั้งในระดับความผันผวนที่ยอมรับได้ และบทบาทของเงินลงทุนในการสร้างความมั่นคงระยะยาว ผู้ที่ปรับพอร์ตได้ทันกับโลกใหม่ จะเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์จาก The Great Repricing มากที่สุด

ติดตามบทวิเคราะห์และความรู้การลงทุนจาก K WEALTH ได้ที่ https://www.kasikornbank.com/k_3YG1HGG

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it


Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday1036
mod_vvisit_counterAll days1036

We have: 1034 guests online
Your IP: 216.73.216.128
Mozilla 5.0, 
Today: Jan 14, 2026

4291824