| เดือนเมษายน 2561 ผลิตรถยนต์ 134,779 คัน เพิ่มขึ้น11.87% |
|
|
|
| Monday, 14 May 2018 19:05 | |||
|
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนเมษายน 2561 ดังต่อไปนี้
การผลิต จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนเมษายน 2561 มีทั้งสิ้น 134,779 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2560 ร้อยละ 11.87 จากการผลิตรถยนต์นั่งและรถกระบะเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.08 และ 11.41 ตามลำดับ และผลิตรถยนต์นั่งและรถกระบะเพื่อจำหน่ายในประเทศ เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.21 และ 2.41 ตามลำดับ แต่ลดลงจากเดือนมีนาคม 2561 ร้อยละ 30.97 เนื่องจากเดือนเมษายนมีวันทำงานน้อยกว่า จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม - เมษายน 2561 มีจำนวนทั้งสิ้น 674,469 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2560 ร้อยละ 11.29 รถยนต์นั่ง เดือนเมษายน 2561 ผลิตได้ 55,917 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2560 ร้อยละ 19.36 ยอดผลิตของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม - เมษายน 2561 มีจำนวน 277,434 คัน เท่ากับร้อยละ 41.13 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2560 ร้อยละ 11.45 รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตัน ขึ้นไป ในเดือนเมษายน 2561 ผลิตได้ 22 คัน ลดลงจากเดือนเมษายน 2560 ร้อยละ 59.26 รวมเดือนมกราคม - เมษายน 2561 ผลิตได้ 108 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2560 ร้อยละ 6.93 รถยนต์บรรทุก เดือนเมษายน 2561 ผลิตได้ทั้งหมด 78,840 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2560 ร้อยละ 7.16 และตั้งแต่เดือนมกราคม - เมษายน 2561 ผลิตได้ทั้งสิ้น 396,927 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2560 ร้อยละ 11.19 รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนเมษายน 2561 ผลิตได้ทั้งหมด 76,848 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2560 ร้อยละ 7.41 และตั้งแต่เดือนมกราคม - เมษายน 2561 ผลิตได้ทั้งสิ้น 387,196 คัน เท่ากับร้อยละ 57.41 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2560 ร้อยละ 11.28 โดยแบ่งเป็น · รถกระบะบรรทุก 109,083 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2560 ร้อยละ 10.63 · รถกระบะดับเบิลแค็บ 218,329 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2560 ร้อยละ 9.18 · รถกระบะ PPV 59,784 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2560 ร้อยละ 21.11 รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน - มากกว่า 10 ตัน เดือนเมษายน 2561 ผลิตได้ 1,992 คัน ลดลงจากเดือนเมษายน 2560 ร้อยละ 1.73 รวมเดือนมกราคม - เมษายน 2561 ผลิตได้ 9,731 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2560 ร้อยละ 7.45 ผลิตเพื่อส่งออก เดือนเมษายน 2561 ผลิตได้ 73,108 คัน เท่ากับร้อยละ 54.24 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2560 ร้อยละ 11.67 ส่วนเดือนมกราคม - เมษายน 2561 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 373,825 คัน เท่ากับ ร้อยละ 55.43 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 5.67 รถยนต์นั่ง เดือนเมษายน 2561 ผลิตเพื่อการส่งออก 28,806 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2560 ร้อยละ 12.08 และตั้งแต่เดือนมกราคม - เมษายน 2561 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 141,594 คัน เท่ากับร้อยละ 51.04 ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2560 ร้อยละ 6.13 รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนเมษายน 2561 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 44,302 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2560 ร้อยละ 11.41 และตั้งแต่เดือนมกราคม - เมษายน 2561 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 232,231 คัน เท่ากับร้อยละ 59.98 ของยอดการผลิตรถกระบะ เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2560 ร้อยละ 5.4 โดยแบ่งเป็น · รถกระบะบรรทุก 30,174 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม - เมษายน 2560 ร้อยละ 1.56 · รถกระบะดับเบิลแค็บ 163,243 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2560 ร้อยละ 4.06 · รถกระบะ PPV 38,814 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2560 ร้อยละ 18.26 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ เดือนเมษายน 2561 ผลิตได้ 61,671 คัน เท่ากับร้อยละ 45.76 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2560 ร้อยละ 12.11 และเดือนมกราคม - เมษายน 2561 ผลิตได้ 300,644 คัน เท่ากับร้อยละ 44.57 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2560 ร้อยละ 19.18 รถยนต์นั่ง เดือนเมษายน 2561 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 27,111 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2560 ร้อยละ 28.21 ยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม - เมษายน 2561 ผลิตได้ 135,840 คัน เท่ากับร้อยละ 48.96 ของยอดการผลิตรถยนต์นั่ง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม - เมษายน 2560 แล้ว เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.59 รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนเมษายน 2561 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 32,546 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2560 ร้อยละ 2.41 และตั้งแต่เดือนมกราคม - เมษายน 2561 ผลิตได้ทั้งสิ้น 154,965 คัน เท่ากับร้อยละ 40.02 ของยอดการผลิตรถกระบะ เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2560 ร้อยละ 21.45 ซึ่งแบ่งเป็น · รถกระบะบรรทุก 78,909 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2560 ร้อยละ 16.13 · รถกระบะดับเบิลแค็บ 55,086 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2560 ร้อยละ 27.8 · รถกระบะ PPV 20,970 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2560 ร้อยละ 26.76 รถจักรยานยนต์ เดือนเมษายน 2561 ผลิตรถจักรยานยนต์ได้ทั้งสิ้น 160,094 คัน ลดลงจากเดือนเมษายน 2560 ร้อยละ 11.06 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 127,830 คัน ลดลงจากปี 2560 ร้อยละ 7.59 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 32,264 คัน ลดลงจากปี 2560 ร้อยละ 22.57 ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม - เมษายน 2561 มีจำนวนทั้งสิ้น 855,712 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 1.57 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 671,008 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 2.67 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 184,704 คัน ลดลงจากปี 2560 ร้อยละ 2.25 “กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน ส.อ.ท. ประกาศจุดยืน หนุนกระทรวงพลังงานส่งเสริม การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยไม่เป็นภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้า ” นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการเข้าพบ ดร.ศิริ จิระ-พงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา เพื่อชี้แจงและหารือเกี่ยวกับการทบทวนนโยบายชะลอการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ณ กระทรวงพลังงาน โดยประเด็นชี้แจงจากรัฐมนตรีฯ มีดังนี้ 1. กระทรวงพลังงาน ยืนยันสนับสนุนไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น Priority แรกๆ แต่จะเปลี่ยนการสนับสนุนเป็นการรับซื้อไฟฟ้าเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ราคาขายต่ำกว่า หรือ เท่ากับ Grid Parity และต้องเป็นประเภท Firm โดยจะรับซื้อไม่จำกัด เพื่อไม่ให้เป็นภาระค่าไฟฟ้าแก่ประชาชน ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวนี้จะไม่รวมถึงโรงไฟฟ้าจากขยะ 2. สำหรับราคาที่ปรากฏในข่าวก่อนหน้านี้ 2.44 บาทต่อหน่วย เป็นราคาเฉลี่ยจากการประมูล SPP Hybrid ในครั้งล่าสุด 3. กรณีโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ทำข้อตกลงรับซื้อไฟฟ้าแล้ว กระทรวงพลังงานจะไม่มีการยกเลิกสัญญา การช่วยเหลือต่อไปแต่จะไม่มีการรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มตามรูปแบบเดิมแล้ว 4. ในส่วนของโรงไฟฟ้า SPP ชีวมวลที่ได้รับผลกระทบ กระทรวงพลังงานจะเข้าไปตรวจสอบปัญหาเป็นรายๆ ไป ซึ่งหากพบปัญหาจะช่วยหามาตรการช่วยเหลือต่อไป 5. กระทรวงพลังงานจะสนับสนุน Floating solar ในอ่างเก็บน้ำของเขื่อน ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการผลิตไฟฟ้า โดยยินดีทำงานร่วมกับสมาชิก ส.อ.ท. ที่มีเทคโนโลยีด้านนี้ 6. ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนการใช้ถ่านหินมาผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้น เพื่อช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ประเทศ แต่ปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ยังติดปัญหาเรื่องพื้นที่ที่เหมาะสม ซึ่ง ส.อ.ท. สามารถช่วยเสนอพื้นที่ที่เหมาะสมได้ 7. ขอให้ ส.อ.ท. ช่วยสนับสนุนการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ภายในประเทศ (ใช้พลังงานสร้างอุตสาหกรรมใหม่) เช่น Energy storage , แบตเตอรี่ Li-ion หรือ Inverter ที่จะเป็นพื้นฐานการผลิตรถไฟฟ้า การส่งเสริมให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ ในประเทศ การใช้ Local Content (ชิ้นส่วน/อุปกรณ์/เครื่องจักร) ที่ผลิตในไทย รวมทั้งสนับสนุนโครงการรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า (eTukTuk) โดยหากมีประเด็นที่ต้องการให้กระทรวงพลังงานสนับสนุน สามารถรวบรวมนำเสนอได้ 8. ขอให้ ส.อ.ท. ช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่เพื่อการขนส่ง เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์มล้นตลาด ทั้งนี้ ประธาน ส.อ.ท. เน้นย้ำขอให้กระทรวงพลังงานพิจารณาการดำเนินนโยบายต่างๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป และให้เวลาแก่ผู้ประกอบการได้ปรับตัว เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมพลังงานทดแทน นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยที่จะกระทรวงพลังงานจะรักษาต้นทุนไฟฟ้าไม่ให้กระทบต่อประชาชน และการสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ นอกจากนี้ทาง สอท. อยากให้ทางกระทรวงพลังงานดูแลการรับซื้อหรือพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนทุกครั้ง จะต้องปฏิบัติด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรมโดยให้ผู้พัฒนาทั้งภาครัฐและเอกชนแข่งขันกันอย่างเป็นธรรมภายใต้กติกาที่เท่าเทียมกัน ที่สำคัญ ทาง สอท. เห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวทางที่จะรับซื้อพลังงานทดแทนจะต้องไม่เป็นภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้า แต่เนื่องจากราคาไฟฟ้าที่ขายให้ผู้ใช้ไฟฟ้า มีตั้งแต่ 2.5- 5 บาทต่อหน่วย การกำหนดราคาที่จะไม่เป็นภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้าต้องมีความชัดเจนและโปร่งใส ซึ่งทาง สอท คงจะต้องติดตามต่อว่าฝ่ายปฏิบัติการจะนำนโยบายที่รับซื้อพลังงานหมุนเวียนไม่จำกัดโดยไม่เป็นภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้า จะมีระเบียบมารองรับนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ โดยไม่อยากให้นโยบายดีๆไม่ถูกนำมาปฏิบัติ ตัวอย่างเช่น โครงการโซล่าร์เสรี ที่มีการประกาศมานานกว่า 1 ปี แต่จนบัดนี้ยังไม่มีความคืบหน้าที่นำมาสู่การปฎิบัติ
|






![]() | Today | 726 |
![]() | All days | 726 |
Comments