| ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้น617.70จุด |
|
|
|
| Thursday, 29 November 2018 08:27 | |||
|
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดเมื่อคืนนี้ (28 พ.ย.) ที่ 25,366.43 จุด พุ่งขึ้น 617.70 จุด หรือ +2.50% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,743.79 จุด เพิ่มขึ้น 61.62 จุด หรือ +2.30% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,291.59 จุด พุ่งขึ้น 208.89 จุด หรือ +2.95% หลังจากนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดกำลังเข้าใกล้ระดับที่เป็นกลาง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า เฟดจะไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ของสหรัฐที่ขยายตัวสอดคล้องกับการคาดการณ์ และจากการที่นักลงทุนมีมุมมองที่เป็นบวกว่า การเจรจาระหว่างผู้นำสหรัฐและจีนซึ่งจะมีขึ้นนอกรอบการประชุม G20 ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ จะช่วยยุติสงครามการค้าระหว่างสองประเทศ ตลาดหุ้นนิวยอร์กได้รับปัจจัยหนุนหลังจากนายพาวเวลกล่าวสุนทรพจน์ที่สมาคมเศรษฐกิจแห่งนิวยอร์กเมื่อวานนี้ว่า "อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบตามมาตรฐานในช่วงที่ผ่านมา และอยู่ต่ำกว่าเพียงเล็กน้อยจากระดับที่เป็นกลางต่อเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ได้กระตุ้น หรือชะลอการขยายตัวของเศรษฐกิจ" นอกจากนี้ นายพาวเวลยังเปิดเผยว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ไม่ได้มีการกำหนดนโยบายล่วงหน้าว่าอัตราดอกเบี้ยควรอยู่ในระดับใด และจะทำการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจ และสภาวะทางการเงิน ส่วนในเรื่องตลาดหุ้นนั้น นายพาวเวลกล่าวว่า ราคาหุ้นในขณะนี้อยู่ในระดับปกติ และเฟดไม่ได้เห็นความอันตรายที่เกิดจากราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นมากเกินไป นักลงทุนมองว่า ความเคลื่อนไหวของนายพาวเวลถือเป็นส่งสัญญาณว่า เฟดจะไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ การแสดงความเห็นครั้งล่าสุดของนายพาวเวลยังแตกต่างจากในเดือนต.ค.ซึ่งเขากล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ห่างไกลจากระดับที่เป็นกลาง ซึ่งการแสดงความเห็นในครั้งนั้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นทรุดตัวลงอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนมองว่านายพาวเวลส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป และจะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ แมทท์ ฟอเรสเตอร์ นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์บีเอ็นวาย เมลลอนส์ ล็อควู้ดส์ แอดไวเซอร์ส กล่าวว่า ตลาดยังได้ปัจจัยหนุนจากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3 ของสหรัฐที่ขยายตัว 3.5% ซึ่งแม้ว่าต่ำกว่าระดับ 4.2% ในไตรมาส 2 แต่ก็ออกมาสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีท และถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ นอกจากนี้ นักลงทุนยังคาดว่า ผลการเจรจาระหว่างผู้นำสหรัฐและจีนในช่วงปลายสัปดาห์นี้จะช่วยคลี่คลายข้อพิพาทการค้าระหว่างสองประเทศ หลังจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์สรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มีความกังวลว่า การทำสงครามการค้ากับจีนเป็นเวลานานนั้นจะมีต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งความกังวลดังกล่าวอาจทำให้ทรัมป์มีท่าทีประนีประนอมในการเจรจาการค้ากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นอกรอบการประชุม G20 ที่อาร์เจนตินาในปลายสัปดาห์นี้ นักลงทุนยังจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, รายได้และการใช้จ่ายส่วนบุคคลเดือนต.ค., ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เดือนต.ค. และคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) จะเปิดเผยรายงานการประชุมวันที่ 7-8 พ.ย.
|






![]() | Today | 618 |
![]() | All days | 618 |
Comments