| คปภ. แถลงนโยบายและทิศทางการดำเนินงาน ปี 2569 เดินหน้าแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 |
|
|
|
| Monday, 23 February 2026 20:33 | |||
|
เลขาธิการ คปภ. แถลงนโยบายและทิศทางการดำเนินงาน ปี 2569 เดินหน้าแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 มุ่งยกระดับระบบประกันภัยเป็นโครงสร้างพื้นฐานบริหารความเสี่ยงของประเทศ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) จัดงานแถลงข่าวนโยบายและทิศทางการดำเนินงานของสำนักงาน คปภ. ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุม NT Meeting & Auditorium กรุงเทพมหานคร โดยมีนายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เป็นประธานเปิดงาน พร้อมแถลงนโยบายและทิศทางการดำเนินงาน ปี 2569 เดินหน้าแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2569 - 2573) สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า ปี 2569 ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 จากวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติจริง โดยมุ่งยกระดับระบบประกันภัยจากเครื่องมือทางเลือก สู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงของประเทศ” และเป็น “National Risk Buffer” หรือกลไกรองรับแรงกระแทกจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการประกันภัยได้อย่างทั่วถึง ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน และให้ระบบประกันภัยไทยสามารถรองรับความเสี่ยงใหม่และภัยพิบัติขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในปี 2569 จึงเป็นปีแห่งการ “แปลงแผนสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้” โดยสำนักงาน คปภ. จะดำเนินงานภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ซึ่งการขับเคลื่อนในปี 2569 หัวใจคือการทำให้ระบบประกันภัยไทย “อึด – รับ – ทั่ว – ล้ำ” โดยมี คน เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร ข้อมูล เป็นฐานในการวิเคราะห์และกำหนดนโยบาย เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือในการยกระดับประสิทธิภาพ และ การบูรณาการ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผ่านการติดตามและการวิเคราะห์ตามบริบทธุรกิจประกันภัยอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการดำเนินการที่สำคัญของสำนักงาน คปภ. ประจำปี 2569 แบ่งตามหมวดยุทธศาสตร์ตามแผน 5 ดังนี้ อึด = ยุทธศาสตร์ที่ 1 Stability สร้างระบบประกันภัยที่ยืดหยุ่น แข็งแกร่ง ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลง และพร้อมรับอนาคต การสร้างเสถียรภาพของระบบประกันภัยต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ โดยเฉพาะการยกระดับการกำกับดูแลคนกลางประกันภัย ซึ่งเป็นด่านหน้าที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ประกอบด้วย 5 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นที่ 1 ยกระดับการกำกับดูแลคนกลางประกันภัยสู่การกำกับเชิงป้องกัน สำนักงาน คปภ. จะปรับบทบาทการกำกับดูแลจากการแก้ไขเมื่อเกิดปัญหา ไปสู่การ “ป้องกันก่อนเกิดปัญหา” โดยนำข้อมูลและระบบ Risk Scoring มาใช้ติดตามและประเมินความเสี่ยงของคนกลางประกันภัยอย่างเป็นระบบ พร้อมพัฒนาช่องทางให้ประชาชนสามารถตรวจสอบใบอนุญาตได้สะดวก และเดินหน้าสู่การชำระเบี้ยผ่านระบบ e-Payment โดยยกเลิกการรับเงินสดผ่านตัวแทนภายในปี 2570 เพื่อลดความเสี่ยงจากการทุจริตและการแอบอ้าง อันเป็นการยกระดับการกำกับดูแลจาก “การควบคุม” สู่ “การบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ” เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าได้รับการเสนอขายจากผู้ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง และได้รับความคุ้มครองอย่างเป็นธรรม ประเด็นที่ 2 คุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน ตั้งแต่ต้นน้ำของกระบวนการประกันภัย โดยปรับแนวคิดการคุ้มครองสิทธิจากการ “รับเรื่องร้องเรียน” ไปสู่การ “ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องร้องเรียนตั้งแต่ต้นทาง” โดยกำหนดตัวชี้วัด KPI และมาตรฐานการให้บริการ (SLA) ที่ชัดเจน เพื่อให้บริษัทประกันภัยรับผิดชอบต่อคุณภาพบริการอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการให้ข้อมูลแก่ประชาชนให้เข้าใจเงื่อนไขความคุ้มครองอย่างถูกต้อง และใช้ข้อมูลวิเคราะห์แนวโน้มข้อร้องเรียนเพื่อแก้ไขเชิงระบบล่วงหน้า โดยตั้งเป้าลดจำนวนเรื่องร้องเรียนลงอย่างน้อยร้อยละ 15 และมุ่งยกระดับ “คุณภาพทั้งระบบ” เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมตั้งแต่ต้นทาง และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบประกันภัยอย่างยั่งยืน ประเด็นที่ 3 ยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานสาขาบริษัทประกันภัยในส่วนภูมิภาค โดยเพิ่มการกำกับดูแลตาม Market Conduct สำนักงาน คปภ. จะยกระดับการกำกับดูแลสาขาบริษัทประกันภัยจากการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ทั่วไป สู่การกำกับดูแลด้าน Market Conduct อย่างเข้มข้น โดยใช้แนวทาง Risk-focused Supervision และข้อมูลข้อร้องเรียนเป็นฐาน ในการประเมิน เพื่อให้ความสำคัญกับคุณภาพการให้บริการประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งการเสนอขายอย่างเป็นธรรม (Fair Selling) การพิจารณาสินไหมที่รวดเร็ว โปร่งใส การดูแลลูกค้าหลังการขาย และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศได้รับบริการในมาตรฐานเดียวกัน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบประกันภัยไทย ประเด็นที่ 4 ยกระดับความมั่นคงของธุรกิจประกันภัยผ่านการกำกับดูแลแบบรวมกลุ่ม สำนักงาน คปภ. จะเดินหน้าการกำกับดูแลแบบ Group-Wide Supervision อย่างเต็มรูปแบบ โดยบังคับใช้หลักเกณฑ์และกำหนดให้กลุ่ม ธุรกิจประกันภัยรายงานข้อมูลระดับกลุ่มอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถมองเห็น “ความเสี่ยงที่แท้จริง” ของทั้งกลุ่มธุรกิจ และป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นแบบลูกโซ่ (Domino Effect) อันจะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของบริษัทประกันภัยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนมั่นใจว่า บริษัทประกันภัยมีฐานะการเงินที่มั่นคงและสามารถ จ่ายค่าสินไหมทดแทนได้อย่างต่อเนื่อง ประเด็นที่ 5 ผลักดันให้เกิด Insurance Community และยกระดับไทยสู่ ASEAN Insurance Hub โดยสร้าง Insurance Community เพื่อเชื่อมโยง “คน ความรู้ นวัตกรรม และความร่วมมือ” ระหว่างภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และ ภาคเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ โดยขยายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา พัฒนา Innovation Center และส่งเสริม InsurTech ควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพและจัดทำ Insurance Learning Platform เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านองค์ความรู้ ของอุตสาหกรรม อันจะช่วยยกระดับศักยภาพบุคลากร ส่งเสริมนวัตกรรม และวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง ด้านประกันภัยของภูมิภาค (ASEAN Insurance Hub) ในระยะยาว รับ = ยุทธศาสตร์ที่ 2 Resilience ระบบประกันภัยสามารถรองรับภัยขนาดใหญ่และความเสี่ยงใหม่ สำนักงาน คปภ. ให้ความสำคัญกับการเสริมความมั่นคงของระบบประกันภัยเพื่อรองรับภัยพิบัติที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยยกระดับการกำกับดูแลด้านการประกันภัยต่อ (Reinsurance) ซึ่งเป็น “กันชนทางการเงิน” สำคัญของระบบ ควบคู่กับการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงเชิงลึกเชื่อมโยงกับกรอบ ERM/ORSA เพื่อประเมินความสามารถในการรองรับความสูญเสียของทั้งระบบ พร้อมทั้งพัฒนากลไกบริหารความเสี่ยงภัยขนาดใหญ่ในระดับประเทศ และศึกษาแนวทางจัดตั้งกองทุนประกันภัยพิบัติและความเสี่ยงขนาดใหญ่แห่งชาติ เพื่อรองรับความเสียหายในอนาคต ลดภาระงบประมาณภาครัฐ และช่วยให้ประชาชนได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็วและมั่นคง ทั่ว = ยุทธศาสตร์ที่ 3 Inclusion ผลักดันการเข้าถึงประกันภัยอย่างทั่วถึงและรองรับสังคมสูงวัย โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงระบบประกันภัยได้อย่างทั่วถึง ประกอบด้วย 3 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นที่ 1 บริษัทประกันภัยออกกรมธรรม์แบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Policy) โดยขยายการใช้จากประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับไปสู่กรมธรรม์ประกันภัยส่วนบุคคล (Personal Line) และเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบกลาง Custodian เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึง ตรวจสอบ และใช้ข้อมูลกรมธรรม์ได้สะดวก โปร่งใส ลดความเสี่ยงจากเอกสารสูญหาย และยกระดับระบบประกันภัยไทยสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ประเด็นที่ 2 ยกระดับพื้นที่เป้าหมาย เพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน สำนักงาน คปภ. จะยกระดับการประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ให้เป็นวาระสำคัญระดับประเทศ ภายใต้เป้าหมายว่า “รถทุกคันต้องมีความคุ้มครองตามกฎหมาย” โดยขยายโมเดลต้นแบบสู่ระดับประเทศ ควบคู่กับการพัฒนา Ecosystem เชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนรถและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งปรับกระบวนการเชื่อมโยงการต่อภาษีและระบบแจ้งเตือน เพื่อให้ พ.ร.บ. เป็น “หลักประกันพื้นฐาน” ที่ประชาชนพึ่งพาได้ และช่วยลดความสูญเสียของประเทศในระยะยาว ประเด็นที่ 3 เสริมสร้างความรู้ด้านการประกันภัยให้แก่สื่อมวลชนและผู้สื่อสารสาธารณะ สำนักงาน คปภ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครือข่ายนักสื่อสารคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลด้านการประกันภัยที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ โดยต่อยอดโครงการ Responsible Voices สำหรับ Finfluencer ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการแล้ว 2 รุ่น มีผู้เข้าร่วมรวม 87 คน และเข้าถึงประชาชนกว่า 34 ล้านคน พร้อมทั้งเตรียมจัดกิจกรรม Reunion และเปิดอบรมรุ่นที่ 3 ในปี 2569 ควบคู่กับการจัดหลักสูตรและ Workshop สำหรับสื่อมวลชนและผู้สื่อสารสาธารณะ เพื่อยกระดับความเข้าใจด้านประกันภัย กฎหมาย และบทบาทการกำกับดูแล นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว “น้องพิทักษ์ (PITAK)” มาสคอตประจำสำนักงาน คปภ. เพื่อเป็นตัวแทนในการสื่อสารข้อมูล ข่าวสาร และสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัยให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย เข้าถึงได้มากขึ้น และสามารถใช้ประกันภัยเป็นเครื่องมือในการ สร้างความมั่นคงทางการเงินได้อย่างมั่นใจ ล้ำ = ยุทธศาสตร์ที่ 4 Technology & Data-Driven ระบบนิเวศข้อมูลประกันภัยที่เชื่อมโยงและใช้เทคโนโลยีอย่างมี ความรับผิดชอบ ประกอบด้วย การพัฒนา AI เทคโนโลยีดิจิทัล และ Open Insurance เพื่อการกำกับดูแลยุคใหม่ โดยนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการกำกับดูแล โดยพัฒนาแพลตฟอร์ม OIC AI Submission Acceleration Platform (OIC ASAP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนำส่งและวิเคราะห์ข้อมูลจากภาคธุรกิจประกันภัย และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลผ่านระบบ OIC Gateway และ e-Custodian เพื่อให้ข้อมูลกรมธรรม์มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการผลักดัน Open Insurance เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างปลอดภัย ภายใต้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและความเป็นธรรมในการพิจารณารับประกันภัยและการจ่ายสินไหม ลดการฉ้อฉล และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของประชาชนได้อย่างแท้จริง “การดำเนินการในทุกยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับการกำกับดูแล การพัฒนากลไกรองรับภัยพิบัติ การขยายการเข้าถึงระบบประกันภัย หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้ ล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านความมั่นคงทางการเงิน การได้รับความเป็นธรรม และการเข้าถึงระบบประกันภัยที่มีมาตรฐานและสามารถพึ่งพาได้จริง “เพราะประกันภัยไม่ใช่เพียงกรมธรรม์หนึ่งฉบับ แต่คือหลักประกันความมั่นคงของชีวิต เศรษฐกิจ และประเทศ” และขอขอบคุณสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดข้อมูล นโยบาย และทิศทางการพัฒนา ระบบประกันภัยไปสู่ประชาชนอย่างถูกต้องและทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงสิทธิประโยชน์ เข้าถึงการประกันภัยอย่างเหมาะสม และใช้การประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต สำนักงาน คปภ. จะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบประกันภัยไทยที่มีความมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน และเป็นหลักประกันสำคัญในการดูแลประชาชนและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย ++++++++++++++++++++++++++++++
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
|






![]() | Today | 1463 |
![]() | All days | 1463 |
Comments