Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Economic View แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569: ท่ามกลางแรงกดดันและความหวัง วิจัยกรุงศรี คาดโต 2.0%
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569: ท่ามกลางแรงกดดันและความหวัง วิจัยกรุงศรี คาดโต 2.0% PDF Print E-mail
Thursday, 26 February 2026 22:45

ปี 2569 กำลังจะเป็นอีกหนึ่งปีที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญแรงปะทะจากรอบด้าน ทั้งแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว การดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจ ตลอดจนความเปราะบางเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ในขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองยังมีความไม่แน่นอน โดยนัยต่อเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลและความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็นปีของการประคองตัวมากกว่าจะเป็นปีของการเติบโตแบบเร่งตัว โดยวิจัยกรุงศรีคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตเพียง 2.0% ชะลอลงจากปี 2568 ที่ขยายตัว 2.4% เนื่องจากเครื่องยนต์สำคัญหลายด้านมีแนวโน้มแผ่วลง แม้ว่าการท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชนยังมีโอกาสเติบโต โดยทิศทางของปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญมีดังนี้

(i) ภาคท่องเที่ยวฟื้นตัวแต่ไม่เต็มศักยภาพ ภาคท่องเที่ยวยังคงเป็นความหวังที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย โดยในปี 2569 คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากราว 33.0 ล้านคนในปี 2568 โดยเครื่องชี้ที่สะท้อนการฟื้นตัว ได้แก่ จำนวนเที่ยวบินเข้าสู่ไทยในช่วงฤดูหนาว 2568/2569 (ช่วงวันที่ 26 ตุลาคม 2568 – 28 มีนาคม 2569) ที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งมีการขยายเส้นทางการบินใหม่ๆ จากทั้งจีนและอินเดีย อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังค่อนข้างช้า โดยเฉพาะตลาดจีนซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของไทย เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยและการแข่งขันที่รุนแรงจากแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 มีแนวโน้มต่ำกว่าระดับก่อนโควิดที่ราว 40 ล้านคนเมื่อปี 2562 สะท้อนการฟื้นตัวที่ยังไม่กลับสู่ศักยภาพเดิมและความท้าทายจากโครงสร้างตลาดท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปหลังโควิด

(ii) การลงทุนภาคเอกชนแม้เติบโตช้า แต่คาดว่าจะรักษาแรงส่งได้ แม้ภาคธุรกิจเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงอุปสงค์ในประเทศที่ฟื้นช้า แต่การลงทุนภาคเอกชนยังมีสัญญาณเชิงบวกอยู่บ้างจากความเชื่อมั่นที่มีแนวโน้มฟื้นตัวหากรัฐบาลชุดใหม่สามารถจัดตั้งได้เร็วและดำเนินโยบายสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมฯ จาก BOI ซึ่งมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 นำโดย FDI ที่อาจไหลเข้าประเทศโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน เมื่อประกอบกับการผลักดันผ่านกลไก Thailand FastPass ของ BOI คาดว่าจะช่วยเร่งให้โครงการที่ได้รับการส่งเสริมฯ เดินหน้าลงทุนได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ กระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีนมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไทยมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากโครงสร้างพื้นฐานและซัพพลายเชนที่เข้มแข็ง ดังนั้น ในปี 2569 การลงทุนภาคเอกชนจึงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

(iii) ภาคส่งออก คาดว่าจะชะลอตัวลงจากผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เต็มปี แม้มีแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อยู่บ้าง โดยภาคส่งออกเคยได้แรงหนุนชั่วคราวในปี 2568 จากการเร่งสั่งซื้อสินค้าก่อนมาตรการภาษีนำเข้าใหม่จะมีผลบังคับใช้ (Front-loading) แต่ในปี 2569 การส่งออกสินค้าของไทยจะได้รับผลกระทบตลอดทั้งปีจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง ขณะเดียวกันองค์การการค้าโลก (WTO) ประเมินว่าปริมาณการค้าโลกปี 2569 จะชะลอตัวลง โดยขยายตัวเพียง 0.5% จากที่เคยขยายตัว 2.4% ในปี 2568 ซึ่งสะท้อนอุปสงค์ในตลาดโลกที่อ่อนแอลง อย่างไรก็ตาม วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และความต้องการสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) คาดว่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน ด้วยเหตุนี้ วิจัยกรุงศรีคาดว่าการส่งออกไทยในปี 2569 มีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อยที่ -0.4% หลังจากเติบโตสูงเกินคาดที่ 12.7% ในปี 2568

(iv) การบริโภคภาคเอกชนเผชิญข้อจำกัดจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง การบริโภคภาคเอกชนซึ่งเคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยหลังการฟื้นตัวจากโควิด มีแนวโน้มเติบโตในอัตราชะลอลงสู่ระดับ 2.2% ท่ามกลางระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงกว่า 80% ของ GDP ประกอบกับรายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่หลังโควิดยังเติบโตช้ากว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้เกษตรกรยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนการจ้างงานอาจได้รับผลกระทบจากความอ่อนแอของภาคส่งออก นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงที่ผ่านมา อาทิ โครงการแจกเงินหมื่น (หรือโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเดิม) โครงการคนละครึ่ง พลัส และโครงการเที่ยวดีมีคืน เป็นมาตรการที่เน้นการกระตุ้นระยะสั้น ซึ่งเมื่อหมดแรงส่งจากมาตรการดังกล่าวครัวเรือนจึงจำเป็นต้องกลับมาพึ่งพารายได้ปกติ ซึ่งยังเติบโตช้าและไม่แข็งแรงพอจะหนุนการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง การบริโภคภาคเอกชนในปี 2569 จึงมีแนวโน้มเติบโตชะลอลง อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลสามารถผลักดันมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย อาจช่วยพยุงการบริโภคได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

(v) ข้อจำกัดทางการคลังอาจส่งผลให้การใช้จ่ายภาครัฐชะลอลง แม้ผลการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ สร้างความหวังเกี่ยวกับการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายภาครัฐยังมีแนวโน้มเติบโตชะลอลง สะท้อนจากแผนลดการขาดดุลงบประมาณ จาก 4.5% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2568 เหลือ 4.4% ในปีงบฯ 2569 และ 3.9% ในปีงบฯ 2570 ในขณะที่งบกลางของรัฐบาลของปีงบฯ 2569 มีเงินคงเหลือเพียงราว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะจำกัดการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เช่น มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งรอบที่ผ่านมาใช้งบราว 4.4 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐยังมีความเสี่ยงจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้า และกระทบการเบิกจ่ายได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี

สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเป็น 0.2% ในปี 2569 จากที่ติดลบ -0.1% ในปี 2568 โดยอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะเริ่มกลับเข้าสู่แดนบวกได้ในช่วงกลางปี 2569 แต่ยังคงต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจากคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกโดยเฉลี่ยจะลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน ขณะเดียวกันรัฐบาลมีแนวโน้มจะคงมาตรการบรรเทาค่า

ครองชีพด้านพลังงานต่อเนื่อง ซึ่งช่วยจำกัดแรงกดดันด้านราคาโดยตรง ทั้งนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าตลาดคาดภายใต้เศรษฐกิจที่โตต่ำ เงินเฟ้อที่ชะลอตัว และสภาพคล่องที่ตึงตัวจากการหดตัวของสินเชื่อ วิจัยกรุงศรีประเมินว่า ดอกเบี้ยนโยบายจะคงอยู่ที่ 1.00% ตลอดช่วงที่เหลือของปี ซึ่งเป็นระดับที่ กนง. ระบุว่าผ่อนคลายเพียงพอและให้ความสำคัญกับพื้นที่ของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัด

ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถือเป็นปีแห่งการประคองตัวท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน แต่ก็ยังมีแรงขับเคลื่อนที่พอจะเป็นความหวังได้ โดยเศรษฐกิจไทยจะได้รับอานิสงส์จากภาคท่องเที่ยว การลงทุนจากต่างประเทศ และอุปสงค์ในประเทศบางส่วน แต่ยังต้องเผชิญความเสี่ยงและความท้าทายสำคัญหลายด้าน ได้แก่ (i) ความตึงเครียดทางการค้าโลกที่ทวีขึ้น นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอน และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (ii) การไหลทะลักของสินค้าจีนเข้าสู่ตลาดไทย ที่อาจมาพร้อมกับการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ตามกรอบข้อตกลงการค้าที่คาดว่าจะยังคงดำเนินการต่อ อันจะเพิ่มความเสี่ยงภาวะ Twin Influx ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อภาคการผลิตสินค้าของไทยหลายกลุ่ม (iii) ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ที่อาจเข้าสู่ภาวะเอลนีโญเร็วกว่าคาด และจะกระทบต่อผลผลิตตลอดจนรายได้เกษตรกร รวมถึง (iv) ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือนสูง ประชากรสูงวัย และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของบางอุตสาหกรรม ในขณะที่แรงหนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐและความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัวหลังการเลือกตั้งอาจช่วยหนุนเศรษฐกิจได้บ้าง แต่เนื่องจากพื้นที่ทางการคลังที่ค่อนข้างจำกัด ไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลที่ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงความเสี่ยงจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ที่มีโอกาสล่าช้า อาจส่งผลให้กรอบการปรับเพิ่มประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีจำกัด ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แม้ยังเดินหน้าได้ แต่ต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างระมัดระวังเพื่อรองรับกับแรงกดดันจากหลายด้านในปี 2569”

แนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคอาเซียนในปี 2569: ภาพรวมเศรษฐกิจในกลุ่มอาเซียน ยังเติบโตต่อเนื่อง

เศรษฐกิจอาเซียนในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังขยายตัว จากมาตรการกระตุ้นทางการคลังและการผ่อนคลายนโยบายการเงินในช่วงก่อนหน้า รวมถึงการท่องเที่ยวที่เติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ คาดว่าการส่งออกจะได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรเทคโนโลยีขาขึ้นของโลก แม้อาจจะชะลอลงบ้างหลังการเร่งส่งออกในปีก่อนหน้า จากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ นอกจากนี้ อาเซียนยังเผชิญความท้าทายจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าการลงทุนทั่วโลก ผนวกกับความท้าทายจากปัจจัยเฉพาะในประเทศ โดยเฉพาะความกังวลด้านความน่าเชื่อถือของภาครัฐในอินโดนีเซีย และการปราบปรามการทุจริตในฟิลิปปินส์ที่อาจกดดันการลงทุนภาครัฐและความเชื่อมั่นภาคเอกชนต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาเซียนในระยะปานกลาง แม้ความได้เปรียบด้านต้นทุนของภูมิภาคนี้จะลดถอยลงจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงจากการกำหนดกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสัดส่วนการใช้ปัจจัยการผลิตภายในประเทศ (Transshipment Tariffs) แต่จุดแข็งเฉพาะตัวและนโยบายเร่งพัฒนาปัจจัยเชิงคุณภาพของแต่ละประเทศ รวมถึงอานิสงส์จากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาค (Regionalization) ภายใต้กระแสการกระจายห่วงโซ่อุปทานจากจีน สะท้อนว่าอาเซียนยังคงมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอนและความเสี่ยงในระยะข้างหน้า

.++++++++++++++++++++++++++++

This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday1747
mod_vvisit_counterAll days1747

We have: 1745 guests online
Your IP: 216.73.216.96
Mozilla 5.0, 
Today: Feb 27, 2026

4190096