CIMBTโชว์กำไรไตรมาสสาม179.61 ล้านบาท |
![]() |
![]() |
![]() |
Wednesday, 20 October 2010 11:07 | |||
นายสุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย หรือ CIMBT เปิดเผยว่า ผลประกอบการของธนาคาร และบริษัทย่อยก่อนการสอบทานสำหรับงวด 9 เดือนมีรายได้รวมอยู่ที่ 5.24 พันล้านบาท มีกำไรสุทธิหลังหักภาษี 894 ล้านบาท ซึ่งสามารถพลิกจากขาดทุนสุทธิที่ 41 ล้านบาทได้ในงวดเดียวกันของปีก่อน หรือปรับตัวดีขึ้นจำนวน 935 ล้านบาท สำหรับกำไรสุทธิไตรมาส3/2553 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 179.61 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 2/2553 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 365.84 ล้านบาท "ผลประกอบการไตรมาสที่ 3 สะท้อนทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นและสะท้อนความพยายามในส่วนของแบงก์ที่ได้มีการปรับโครงสร้างองค์กรและระบบภายในธนาคารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องและแบงก์จะเดินหน้าปรับปรุงทั้งการเพิ่มรายได้จากค่าฟี การลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้เป็นต้น" นายสุภัคกล่าว ขณะที่รายได้รวมงวด9 เดือนอยู่ที่ 5.24 พันล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.8% เพราะรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง207.6 ล้านบาท หรือ 12%เนื่องจากกำไรจากเงินลงทุนลดลง แต่รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิเพิ่มขึ้น108.3 ล้านบาท จาก 3.6 พันล้านบาทเป็น 3.7 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม ธนาคารมีกำไรจากตราสารอนุพันธ์เพื่อค้าเพิ่มขึ้นจากการไถ่ถอนเงินฝากที่มีอนุพันธ์แฝงในไตรมาสที่2/2553 รวมทั้งกำไรจากรายการพิเศษคือ การขายอาคารสำนักงานใหญ่ที่สาทรและการขาย บลจ.บีที (BTAM)ตลอดจนการขายหุ้นในบริษัท เวิลด์คลาส เรนท์ อะ คาร์ จำกัด ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 305 ล้านบาท หรือ 7%เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนด้านเงินให้สินเชื่อไตรมาส 3/2553 อยู่ที่ 9.49 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับสิ้นไตรมาส4/2552 ส่วนใหญ่มาจากการขยายตัวของสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อSME สำหรับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ก่อนหักเงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (Gross NPL) มียอดคงค้างจำนวน 8 พันล้านบาท หรือ8.7% ลดลงจากสิ้นไตรมาส 4/2552 ที่มี NPL อยู่ที่ 14.9% ทั้งนี้หากรวมเงินให้สินเชื่อของบริษัทย่อย(STAMC) ในงบการเงินรวมจะทำให้อัตราส่วน NPL ของธนาคารอยู่ในระดับ 11.7% ขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อ(Loan Loss Charge) สำหรับงวด9 เดือน อยู่ที่ 0.7% เทียบกับ1.8% ของช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพการบริหารหนี้ด้อยคุณภาพและการพัฒนาคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น ด้านอัตราส่วนเงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Loan Loss Coverage)เพิ่มสูงขึ้นเป็น 60.4% ตามนโยบายของธนาคารในการทยอยตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญอย่างต่อเนื่องและอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 และอัตราส่วนเงินกองทุนรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยง (คำนวณตามวิธีBasel II) ของธนาคารอยู่ที่ 6.7% และ 12.4% ตามลำดับ ยังคงสูงกว่าเกณฑ์ที่ทางการกำหนด
|
![]() | Today | 1856 |
![]() | All days | 1856 |
Comments