Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Hot News กนง.มีมติลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เหลือ 2.75%
กนง.มีมติลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เหลือ 2.75% PDF Print E-mail
Wednesday, 17 October 2012 17:49

นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท.ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) เปิดเผยว่า  ในการประชุมวันที่ 17 ต.ค.2555 กนง.มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาที่ 2.75% โดยเตรียมปรับลดประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 55 และ ปี 56 ตามการส่งออกที่ทำได้ต่ำกว่าคาดการณ์เดิม ซึ่งจะมีการแถลงในวันศุกร์หน้า แต่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการส่งสัญญาณทิศทางอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ขาลง

 

โดยกรรมการฯ ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าในภาวะที่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังอ่อนแอและมีความเสี่ยงสูง นโยบายการเงินควรผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อรองรับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและรักษาแรงส่งของอุปสงค์ในประเทศที่อาจจะอ่อนแรงลงในระยะต่อไป  ดังนั้น คณะกรรมการฯ จึงมีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 แม้ว่ากรรมการฯ 2  เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 3.00 ต่อปี เนื่องจากเห็นว่าแรงส่งของการขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถรอดูความชัดเจนในระยะต่อไปได้

 

ทั้งนี้ กนง.เห็นว่า ไตรมาส 3/55 เศรษฐกิจไทยโดยรวมขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่ภาคการส่งออกและการผลิตเพื่อการส่งออกได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชัดเจนขึ้น โดยประเมินว่าเศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น แต่ยังคงมีความไม่แน่นอน ซึ่งอาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของการส่งออกในระยะต่อไป ขณะที่การใช้จ่ายภายในประเทศและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้ดี แต่ชะลอลงหลังจากการลงทุนเพื่อการฟื้นฟูจากผลของอุทกภัยหมดลง สำหรับสินเชื่อภาคเอกชนยังขยายตัวในระดับสูงและยังต้องติดตามต่อไป ส่วนแรงกดดันเงินเฟ้อทรงตัวอยู่ในระดับที่รับได้

 

ขณะที่เศรษฐกิจโลกในภาพรวมยังคงอ่อนแอ แม้มีสัญญาณที่ดีขึ้นบ้างจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชี้ว่าภาคที่อยู่อาศัยและการจ้างงานปรับตัวดีขึ้น และการผ่อนคลายนโยบายการเงินของประเทศหลักได้ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้ตลาดการเงินโลกได้บ้าง แต่อุปสงค์โลกที่อ่อนแอส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภูมิภาคและจีนมากกว่าที่ประเมินไว้ โดยเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มชะลอตัว และอาจส่งผลต่อการส่งออกของประเทศภูมิภาคมากขึ้นอีกในระยะข้างหน้า ขณะที่ความเสี่ยงด้านการคลังของสหรัฐฯ และการแก้ไขวิกฤตหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศยูโรยังเป็นความเสี่ยงที่สำคัญของเศรษฐกิจโลกต่อไป

 

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ธปท.เตรียมพิจารณาปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี 55-56 ลงจากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 5.7% ในปี 55 และ 5% ในปี 56 เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบต่อการส่งออกมากกว่าเคยคาดการณ์ไว้ โดยจะมีการแถลงผลสรุปในวันที่ 26 ต.ค.นี้ โดย ธปท.มองว่าการส่งออกในปีนี้จะขยายตัวได้ต่ำกว่า 7% ที่เคยคาดไว้ และในระยะต่อไปจะเกิดผลกระทบต่อเนื่องจากการส่งออกชะลอตัวทั้งรายได้ การใช้จ่าย และการลงทุนในประเทศ

 

ประกอบกับ กนง.เห็นว่าแม้ว่าปัจจุบันอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ แต่ถ้ามองไปนัยข้างหน้าความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจยังมีสูง จึงเห็นพ้องให้มีการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อให้เป็นแรงส่งต่ออุปสงค์ในประเทศปี 56 ขณะที่เศรษฐกิจปีนี้คงไม่ได้ต่างจากที่พยากรณ์ไว้มากนัก แต่ในปี 56 เทียบปีต่อปีจะมีการปรับลดลง ซึ่งการทำนโยบายการเงินจะมองผลที่เกิดขึ้นในอนาคตมากกว่า เพราะเห็นความเสี่ยงที่มีมากขึ้นในอนาคต ทั้งความเสี่ยงจากการชะลอตัวองเศรษฐกิจโลก และการส่งออกชะลอตัว

ในปี 2556 มีความเสี่ยงมากขึ้นที่เศรษฐกิจไทยจะถูกกระทบ ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจโลกและการส่งออกที่จะชะลอตัวลงชัดเจน แต่หากมองการส่งออกในปี 56 เทียบกับปี 55 น่าจะดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเมื่อเทียบกับปีนี้ สอดคล้องกับมุมมองของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก แต่ความเสี่ยงก็ยังอยู่ในระดับสูง แม้ว่าจะมีหลายประเทศออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ยังมีความเสี่ยงจากปัญหาหนี้สาธารณะของกลุ่มยุโรป และเศรษฐกิจสหรัฐที่นโยบายด้านการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจะหมดอายุภายในปลายปีนี้

 

ส่วนปัจจัยในประเทศนั้น มองว่าความเสี่ยงด้านอุปสงค์ในประเทศและการลงทุนที่อาจชะลอลงหลังหมดการฟื้นฟูน้ำท่วม และการส่งออกที่จะชะลอตัวลงในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปีนี้มีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงด้านสินเชื่อขยายตัว แต่ก็ต้องมีการติดตามการขยายตัวของสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์และการอุปโภคบริโภคต่อไป

 

ขณะที่ความกังวลจากการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อผลกระทบภาคการออมนั้น เป็นเรื่องระยะยาวที่กนง.ยังไม่ได้พิจารณาในขณะนี้ ถือเป็นความเสี่ยงระยะยาวมากกว่าระยะสั้น โดยอาจเป็นความเสี่ยงช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำนาน ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ 0.25% จากเดิม 0% กนง. 5 เสียงจึงมองว่าความเสี่ยงระยะสั้นมีมากกว่าระยะยาว ประกอบกอบอัตราเงินเฟ้อต่ำยังมีช่องให้ลดดอกเบี้ยเพื่อเป็นแรงส่งเศรษฐกิจต่อไป

 

ขณะที่อีก 2 เสียงข้างน้องเห็นว่าควรคงดอกเบี้ย เพราะมองว่าเศรษฐกิจโลกยังต้องใช้เวลาแก้ไขยาวนาน ประกอบกับการใช้จ่ายและการลงทุนในประเทศยังขยายตัวได้ดี เชื่อว่าจะเป็นแรงส่งไปยังเศรษฐกิจปี  2556 ได้ดีพอสมควร ดังนั้น จึงให้คงดอกเบี้ยเพื่อรอดูความเสี่ยงด้านอื่น ๆ

 

ด้านการส่งผ่านนโยบายการเงินนั้น หากธนาคารพาณิชย์ปรับลดดอกเบั้ยตาม กนง.ก็จะเกิดผลทางด้านปฏิบัติโดยเร็ว แต่การปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารจะเกิดขึ้นในหลายปัจจัย โดยเฉพาะการแข่งขันระหว่างธนาคารพาณิชย์ด้วยกันเอง และกับธนาคารภาครัฐ แต่ในที่สุดกลไกตลาดก็จะเป็นตัวตัดสินใจ   อย่างไรก็ตาม กนง.ยังย้ำว่า การทบทวนอัตราดอกเบี้ยเป็นการพิจารณาจากปัจจัยรอบด้าน ไม่ได้ใช่เรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุนเป็นปัจจัยหลัก และไม่ได้ส่งสัญญาณถึงทิศทางดอกเบี้ย

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday1266
mod_vvisit_counterAll days1266

We have: 1263 guests online
Your IP: 216.73.216.28
Mozilla 5.0, 
Today: Jun 28, 2026

8196920