| กทท.ผนึกกสิกรไทยให้บริการท่าเรืออิเล็กทรอนิกส์ |
|
|
|
| Sunday, 21 October 2012 18:29 | |||
|
การท่าเรือแห่งประเทศไทยจับมือแบงก์กสิกรไทยยกกระดับให้บริการธุรกรรมทางการเงินเปิดให้บริการชำระค่าภาระและบริการท่าเรือแบบออนไลน์พร้อมเตรียมทุ่มงบกว่า 300 ล้าน ปรับโฉมเป็นท่าเรืออิเล็กทรอนิกส์ให้บริการแบบวันสต๊อปเซอร์วิสเต็มรูปแบบทั้ง 5 ท่าเรือหลัก คาดเปิดใช้บริการในปี 2556 ทันรับเออีซี ด้านคมนาคมขันนอต 3 หน่วยงานพื้นที่ภาคเหนือปรับปรุงศักยภาพท่าเรือริมโขง
นายวิโรจน์ จงชาณสิทโธ ผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.) เปิดเผยว่าได้ร่วมกับธนาคารกสิกรไทยเปิดให้บริการชำระค่าภาระและบริการท่าเรือแบบออนไลน์ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบเชื่อมต่อให้บริการรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์(Online Direct Debit) เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการอำนวยความสะดวกในการชำระเงินโดยทำรายการแบบเรลไทม์(Real-Time)และทราบผลการทำรายการชำระเงินทันที อีกทั้งเพื่อลดขั้นตอน ประหยัดเวลาและลดรายจ่าย อีกทั้งยังสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการในการทำธุรกิจทางการเงินอย่างปลอดภัยได้มาตรฐานสากล สามารถตรวจสอบได้
นอกจากนั้นเพื่อเตรียมความพร้อมรับการเปิดประชาคมอาเซียนในปลายปี 2556 กทท.ยังวางแผนปรับท่าเรือหลักให้เป็นท่าเรืออิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบที่ให้บริการวันสต๊อป เซอร์วิส ครอบคลุมโครงข่ายทั้ง 5 ท่าเรือซึ่งมีท่าเรือกรุงเทพ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือระนอง ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน และท่าเรือเชียงของ สำหรับโครงการนี้ใช้งบประมาณ 371 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดให้บริการในปีหน้า โดยจะช่วยลดขั้นตอนดำเนินการ ลดระยะเวลา ลดความผิดพลาดจากการป้อนข้อมูล และสามารถตรวจสอบได้ ประการสำคัญลูกค้าที่ใช้บริการสามารถเลือกดำเนินการได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านเว็บไซต์ของ กทท.ด้วยผู้ใช้บริการเอง นอกจากนั้นยังเตรียมเชื่อมโยงกับระบบอื่นๆในระยะต่อไปอีกด้วย
แหล่งข่าวระดับสูงของกระทรวงคมนาคมกล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้เดินทางตรวจสอบความคืบหน้าการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 (เชียงของ) และการให้บริการท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ตลอดจนการก่อสร้างถนนในโครงการของกรมทางหลวงชนบท(ทช.) พร้อมกับเร่งรัดให้ 3 หน่วยงานคือกรมทางหลวงชนบท กรมเจ้าท่า และการท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.)ที่ทำหน้าที่บริหารท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนดำเนินการด้านความพร้อมของข้อมูล เอกสาร แนวทางการดำเนินงานเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี โดยท่าเรือต้องพร้อมให้บริการอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับถนนที่จะเชื่อมโยงไปสู่ประตูการค้าชายแดนจุดต่างๆก็ต้องเร่งดำเนินการหรือเสนองบประมาณในปีต่อไป ส่วนกรมเจ้าท่าต้องเร่งเคลียร์ปัญหาท่าเรือให้อำนวยความสะดวกในทุกจุดให้ได้มากที่สุด
นายทรงกลด ดวงหาคลัง ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 1 สาขาเชียงราย กล่าวว่าจากการสอบถามหลายฝ่ายขณะนี้พบว่าแนวโน้มการให้บริการท่าเรือด้านนำเข้า-ส่งออกในจุดท่าเรือพื้นที่เชียงแสนดีขึ้นและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ซึ่งล่าสุดข้อมูลจากกรมศุลกากรเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมายังพบอีกว่ามูลค่าสินค้านำเข้าสูงถึง 500 ล้านบาท โดยสินค้าส่งออกมูลค่าพุ่งสูงถึง 1.3 หมื่นล้านบาท สูงกว่าปีที่ผ่านมา โดยส่งออกเพียง 8,992 ล้านบาท แต่ที่น่าสนใจปรากฏว่าการนำเข้าลดลงไปบ้างจากเดิมปี 2554 ที่มีมูลค่า 1.100 ล้านบาท
“นั่นแสดงว่าแนวโน้มการขนส่งสินค้าเชื่อมโยงทางจีนตอนใต้ดีขึ้น เพราะมีการใช้เรือเพิ่มมากขึ้น ล่าสุดจุดท่าเรือเพื่อการท่องเที่ยวที่ท่าเชียงแสน 1 ผู้ประกอบการเดินเรือได้มีการต่อเรือเพิ่มให้รองรับผู้โดยสาร 300 คนต่อเที่ยวอีก 1 ลำเพื่อให้บริการเดินทางท่องเที่ยวไปยังหลวงพระบางโดยเดินทางจากเชียงแสน และเชื่อมั่นว่าแม้จะเปิดใช้สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ก็จะไม่กระทบต่อปริมาณการเดินเรือในท่าริมแม่น้ำโขงมากนักเพราะสินค้ากลุ่มเป้าหมายแตกต่างกัน การเดินทางโดยทางรถยนต์อาจจะไม่คุ้มค่า จึงยังจะใช้บริการขนส่งสินค้าทางเรือไปตามปกติ และยังหวังว่าจะมีผู้ประกอบการรายใหม่ของจีนเข้ามาให้บริการเพิ่มมากขึ้นทุกปีเนื่องจากได้มีการหารือกับจีนในการควบคุมปริมาณน้ำในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้งเอาไว้แล้วเพื่อไม่ให้กระทบต่อการเดินเรือ”
ทั้งนี้ปัจจุบันท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนมีข้อได้เปรียบทางกายภาพ โดยมีพื้นที่ถึง 387 ไร่ มีเครื่องมือทุ่นแรงที่ทันสมัย สามารถอำนวยความสะดวกในการขนถ่ายสินค้า ลดการใช้แรงงานคนในการขนถ่าย ประกอบกับท่าเทียบเรือเป็นแบบทางลาด 2 ระดับ จำนวน 2 ท่า สามารถนำรถบรรทุกขนาดใหญ่ลงไปรอรับสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย และในอนาคตจะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการขนถ่ายและเชื่อมโยงการขนถ่ายระหว่างประเทศในกลุ่ม GMS (The Greater Mekong Sub-region) ประกอบด้วย สปป.ลาว พม่า ไทย และจีนตอนใต้ ต่อไป
|






![]() | Today | 1635 |
![]() | All days | 1635 |
Comments