| ‘พาณิชย์’ สั่งเร่งแก้ปัญหาส่งออก-นำเข้าผักผลไม้อินโดนีเซียก่อนเสียตลาด |
|
|
|
| Wednesday, 31 October 2012 21:05 | |||
|
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กังวลต่อปัญหาอุปสรรคการกีดกันการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยของรัฐบาลอินโดนีเซีย ซึ่งประกาศใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) หลายฉบับอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2555 ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยไปอินโดนีเซียหลายรายการ
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับการร้องเรียนจากผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าของอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่องถึงปัญหาอุปสรรคการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย โดยเฉพาะสินค้าผักผลไม้และพืชสวน ข้าวหอมมะลิ สินค้าอาหารสำเร็จรูป ยาและผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีมาตรการกีดกันทางการค้า อาทิเช่น (1) การลดจำนวนท่าเรือนำเข้าผักผลไม้สดและพืชสวน (ไม่ให้นำเข้าที่ท่าเรือ ณ กรุงจาการ์ตา) ทำให้ต้นทุนการขนส่งสูง และพืชผักผลไม้สดเสียหายเนื่องจากระยะทางการขนส่งไกล (2) กำหนดเงื่อนไขและใช้เวลาในการออกใบอนุญาตนำเข้านาน เช่น ต้องได้รับหนังสือรับรองการนำเข้าจากกระทรวงเกษตรก่อน ซึ่งจะพิจารณาอนุญาตให้ตามความจำเป็น ขึ้นอยู่กับผลผลิตภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องเป็นเจ้าของห้องเย็น รถขนส่งที่มีการเก็บความเย็น และต้องมีสัญญาขายสินค้าให้แก่ผู้จัดจำหน่ายอย่างน้อย 3 ราย เป็นเวลา 1 ปี (3) การออกใบอนุญาตนำเข้าพืชสวน (เช่น หอมแดง หอมหัวใหญ่ ทุเรียน ลำใย กล้วยไม้) ให้เฉพาะผู้นำเข้าพืชสวนเพื่อการผลิต (Producing Importer: PI) และผู้นำเข้าพืชสวนเพื่อธุรกิจการค้า (Register Importer: RI) เท่านั้น (4) ข้าวหอมมะลิของไทยที่นำเข้าโดยภาคเอกชนอินโดนีเซียยังถูกจัดให้เป็นข้าวชนิดพิเศษ กำหนดให้ขายได้เฉพาะในภัตตาคารและโรงแรมเท่านั้น ไม่สามารถจำหน่ายในซุปเปอร์มาเก็ตได้ และการขออนุญาตนำเข้าต้องใช้เวลานานมาก (5) สินค้าอาหารสำเร็จรูปประเภทอื่น อินโดนีเซียไม่ยอมรับตราฮาลาลของไทย ทำให้ต้องไปขอตรารับรองจากอินโดนีเซียซึ่งใช้เวลานานมากเช่นกัน จนกระทั่งผู้นำเข้าสินค้าไทยหลายรายถอดใจ ชะลอการนำเข้าสินค้าไทยหลายรายการในช่วงปี 2555
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2555 รัฐบาลอินโดนีเซีย แถลงข่าวว่าการนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศลดลงร้อยละ 29.7 นับตั้งแต่อินโดนีเซียประกาศลดจุดการนำเข้าสินค้าผักผลไม้ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2555 ซึ่งรัฐมนตรีพาณิชย์เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน มิฉะนั้น ไทยจะสูญเสียตลาดส่งออกสินค้าไทยและสินค้าเกษตรที่สำคัญและมีขนาดใหญ่ จึงได้มอบหมายให้อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (นางพิรมล เจริญเผ่า) เร่งเจรจาแก้ไขปัญหาอุปสรรคดังกล่าว
นางพิรมล เจริญเผ่า อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ได้เร่งให้คณะผู้แทนไทยประจำองค์การการค้าโลก (WTO) ณ นครเจนีวา หยิบยกเรื่องนี้หารือกับประเทศอื่นๆ ในเวที WTO ซึ่งได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เช่น จีน สหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย อินเดีย เวียดนาม และมาเลเซีย เป็นต้น และเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2555 ได้มีการประชุมหารือกับนายอิมาน ปัมบักโย อธิบดีกรมความร่วมมือการค้าระหว่างประเทศของอินโดนีเซีย และทีมงาน ณ กรุงจาการ์ตา เพื่อแจ้งข้อกังวลและขอให้รัฐบาลอินโดนีเซียเร่งพิจารณาผ่อนปรนเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ และได้รับทราบเป็นการภายในว่าประเทศคู่ค้าของอินโดนีเซียเกือบทุกประเทศ กำลังเร่งเจรจาหาทางแก้ไขเช่นเดียวกับไทย ซึ่งจากการหารือกับอธิบดีกรมความร่วมมือการค้าระหว่างประเทศ สรุปได้ว่า จะช่วยเร่งการจัดทำความตกลงยอมรับการตรวจรับรองร่วมกัน (MRA) กับประเทศไทยให้เร็วที่สุด เพื่อให้สินค้าผักผลไม้ได้ผ่านเข้าได้ทุกจุดและไม่ต้องตรวจสารตกค้างที่ด่าน โดยกระทรวงพาณิชย์ไทยจะร่วมกับอินโดนีเซียจัดประชุมสัมมนา (Workshop) ช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ศกนี้ เพื่อชี้แจงกฎระเบียบ พิธีการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการขอใบอนุญาตต่างๆ ให้แก่ผู้นำเข้าสินค้าไทย สำหรับการแก้ไขปัญหาระยะยาว นายอิมานฯ อธิบดีกรมความร่วมมือการค้าระหว่างประเทศของอินโดนีเซียรับที่จะไปเร่งรัดติดตามเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาต่อไป
ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นตลาดส่งออกผักและผลไม้อันดับที่ 4 ของไทย รองจาก จีน ฮ่องกง และญี่ปุ่น การส่งออกมีมูลค่าเกือบร้อยละ 10 ของการส่งออกผักและผลไม้ไทยทั้งหมด ในปี 2554 การส่งออกมีมูลค่าถึง 113 ล้านเหรียญสหรัฐ
ในการนี้ นายบุญทรงฯ แจ้งว่า ขณะนี้ปัญหาอุปสรรค NTBs ได้เพิ่มมากขึ้น จึงได้มอบหมายให้อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะในการดำเนินการแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้าระหว่างประเทศที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) โดยบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับผู้แทนภาคเอกชนในรูปของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (Special Task Force) ลงพื้นที่และประชุมร่วมกับคู่ค้าเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาอุปสรรค ทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน โดยขอให้ผู้ประกอบการไทยที่มีปัญหาการค้าระหว่างประเทศสามารถนำเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์ AEC ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และที่ศูนย์ AEC ของกระทรวงพาณิชย์ ณ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด (สพจ.) ทุกแห่งทั่วประเทศ โดยจะมีคณะทำงาน STF เป็นผู้ดำเนินการเร่งรัดการแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งจะส่งผลทำให้สามารถเพิ่มปริมาณและมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยให้มากขึ้นอีกด้วย
|






![]() | Today | 1221 |
![]() | All days | 1221 |
Comments