Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Hot News กลุ่ม KTIS ยืนยันน้ำมากไม่กระทบผลผลิตอ้อย
กลุ่ม KTIS ยืนยันน้ำมากไม่กระทบผลผลิตอ้อย PDF Print E-mail
Monday, 25 October 2021 15:54

กลุ่ม KTIS มั่นใจปัญหาน้ำมากไม่กระทบต่อพื้นที่ปลูกอ้อยของชาวไร่อ้อยคู่สัญญา เพราะเป็นภาวะน้ำท่วมแบบเฉียบพลัน ไม่ได้ท่วมขังนาน และอ้อยเป็นพืชที่ทนน้ำได้ดี แถมยังส่งผลเชิงบวก ช่วยให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการปลูกอ้อยในฤดูการผลิตถัดไป พื้นที่ปลูกอ้อยที่อยู่ระดับสูงก็ได้รับน้ำมากเพียงพอที่จะทำให้อ้อยเจริญเติบโตเต็มที่ และเมื่อนำไปทำน้ำตาลและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องอื่นๆ ก็จะได้ผลผลิตที่ดีด้วย ยืนยันผลผลิตอ้อยฤดูการผลิตปี 64/65 สูงกว่าปีก่อน 20 - 25%

นายณัฎฐปัญญ์ ศิริวิริยะกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่ม KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจร เปิดเผยว่า จากการประเมินผลกระทบจากปัญหาน้ำมากที่มีต่อพื้นที่ปลูกอ้อยของชาวไร่อ้อยคู่สัญญาของกลุ่ม KTIS ซึ่งอยู่ในแถบภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง แล้วเห็นว่า น่าจะมีผลเชิงบวกมากกว่าเชิงลบ เนื่องจากน้ำมากจนถึงน้ำท่วมในปีนี้เป็นภาวะน้ำท่วมแบบเฉียบพลัน ไม่ได้ท่วมขังนาน และธรรมชาติของอ้อยนั้นเป็นพืชที่ทนน้ำได้ดี ดังนั้น จึงไม่ได้กังวลกับพื้นที่ปลูกอ้อยที่ประสบปัญหาน้ำมากเพียงชั่วคราว แต่กลับรู้สึกดีกับพื้นที่ปลูกอ้อยที่อยู่ระดับสูงที่จะได้รับน้ำมากเพียงพอที่จะทำให้อ้อยเจริญเติบโตได้เต็มที่ และเมื่อนำไปทำน้ำตาลและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องอื่นๆ ก็จะได้ผลผลิตที่ดีด้วย

“เรามองว่าปริมาณฝนที่มีมากในปีนี้จะส่งผลเชิงบวกกับกลุ่ม KTIS และยังยืนยันว่าจะได้ผลผลิตอ้อยที่เข้าหีบในฤดูการผลิตปี 2564/2565 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 20 - 25% ซึ่งจะส่งผลดีต่อทุกสายธุรกิจทั้งสายน้ำตาลและธุรกิจชีวภาพ ได้แก่ เอทานอล ไฟฟ้า และเยื่อกระดาษจากชานอ้อย ซึ่งจะมีวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตมากขึ้น” นายณัฎฐปัญญ์กล่าว และเสริมด้วยว่า ปริมาณน้ำฝนที่มากช่วยให้แหล่งน้ำที่ชาวไร่ได้สร้างไว้ รวมทั้งแหล่งน้ำธรรมชาติมีปริมาณน้ำเพียงพอและพร้อมที่จะปลูกอ้อยในฤดูการผลิตต่อไปด้วย

ทั้งนี้ หากมีผลผลิตอ้อยในปริมาณที่มากขึ้น รายได้จากการจำหน่ายน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องก็จะดีขึ้นทั้งหมด เพราะจะมีโมลาสที่นำไปผลิตเอทานอลมากขึ้น มีชานอ้อยที่นำไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้ามากขึ้น และมีชานอ้อยเข้าสู่กระบวนการผลิตเยื่อกระดาษมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ ในปี 2565 กลุ่ม KTIS จะเริ่มรับรู้รายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่เพิ่มเติมเข้ามาอีกด้วย คือ โครงการผลิตบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมจากเยื่อชานอ้อย ซึ่งมีกำลังการผลิตสูงถึง 50 ตันต่อวัน โดยมีเครื่องจักร 50 เครื่อง ที่สามารถผลิตบรรจุภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้หลากหลายรูปแบบ เช่น จาน ชาม กล่อง ถาดหลุม เป็นต้น รวมไปถึงการผลิตและจำหน่ายหลอดชานอ้อยซึ่งออกสู่ตลาดมาระยะหนึ่งแล้ว และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ (NBC) เฟส 1 ก็จะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ โดยมีโรงงานผลิตเอทานอลจากน้ำอ้อย กำลังการผลิต 6 แสนลิตรต่อวัน และโรงไฟฟ้า 3 โรง กำลังการผลิตติดตั้งรวม 85 เมกะวัตต์

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday2633
mod_vvisit_counterYesterday48721
mod_vvisit_counterAll days100777999

We have: 622 guests online
Your IP: 54.158.251.104
 , 
Today: Dec 08, 2021

9425992